top of page

ดอกไม้จากลิงฆาใต้ร่มพระบารมีตำนานเจ้าจอมตนกูสุเปีย สตรีมุสลิมหนึ่งเดียวในรัชกาลที่ ๔

  • 23 ก.พ.
  • ยาว 2 นาที

เจ้าจอมตนกูสุเปียภาพ : เจ้าจอมตนกูสุเปีย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ถ่ายโดยคาร์ล บิสมาร์ก ช่างภาพชาวเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔                                    ที่มา : นิทรรศการฉายาลักษณ์สยาม                                          บรรเลง : นายสอาด                                                                        ลงสี : นายโพยม
เจ้าจอมตนกูสุเปียภาพ : เจ้าจอมตนกูสุเปีย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ถ่ายโดยคาร์ล บิสมาร์ก ช่างภาพชาวเยอรมัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔ ที่มา : นิทรรศการฉายาลักษณ์สยาม บรรเลง : นายสอาด ลงสี : นายโพยม

ปฐมบท: จากมรสุมการเมืองมลายู สู่ร่มเงาพระบารมีแห่งกรุงสยาม


หากเราจะนึกถึงภาพของสตรีผู้สูงศักดิ์ชาวมุสลิมที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในเขตพระราชฐานชั้นใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) นามที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น "เจ้าจอมตนกูสุเปีย"


ตราสัญลักษณ์ รัฐสุลต่านเรียว-ลิงฆา                                       ภาพจาก https://commons.wikimedia.org
ตราสัญลักษณ์ รัฐสุลต่านเรียว-ลิงฆา ภาพจาก https://commons.wikimedia.org

ท่านไม่ได้เป็นเพียงสามัญชนที่ถวายตัวเข้ามาเท่านั้น แต่ท่านคือ "เจ้าหญิง" ผู้สูงศักดิ์จากแดนใต้ มีพระนามเต็มตามภาษามลายูที่แสนไพเราะว่า เติงกู ซาฟียะห์ บินตี อัลมาร์ฮุม ซุลตัน มูฮัมเมด มูอัซซัม ชาห์ (Tengku Safiah binti al-Marhum Sultan Muhammed Muazzam Shah) ท่านเป็นบุตรีของ สุลต่านมะฮ์มุด แห่งรัฐสุลต่านเรียว-ลิงฆา (Riau-Lingga) ดินแดนหมู่เกาะอันมั่งคั่งทางวัฒนธรรมในอดีต

แต่เส้นทางชีวิตของเจ้าหญิงพระองค์นี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความผันผวนของการล่าอาณานิคม เมื่อสุลต่านมะฮ์มุด บิดาของท่าน ถูกมหาอำนาจตะวันตกอย่างเนเธอร์แลนด์กดดันและถอดออกจากราชสมบัติอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยความรักในแผ่นดินและความหวังที่จะทวงคืนราชบัลลังก์แห่งลิงฆา สุลต่านมะฮ์มุดจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อแสวงหาพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่พอจะคานอำนาจตะวันตกได้


ในยุคนั้น "สยาม" คือหมุดหมายสำคัญที่เหล่าเจ้าเมืองมลายูต่างให้ความยำเกรง สุลต่านมะฮ์มุดจึงเริ่มถักทอสายสัมพันธ์ผ่านทางราชวงศ์ตรังกานูที่มีความใกล้ชิดกับสยามอยู่ก่อนแล้ว เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพไปยังราชสำนัก


จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ สุลต่านมะฮ์มุดพร้อมด้วยครอบครัวและเจ้าหญิงซาฟียะห์ผู้อ่อนเยาว์ ได้ล่องเรือฝ่าเกลียวคลื่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ณ กรุงเทพมหานคร การมาถึงของพวกท่านไม่ใช่เพียงการลี้ภัยธรรมดา แต่เป็นการต้อนรับแขกเมืองระดับสูงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง



หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ครั้งรัชกาลที่ 4 ถนนสายนี้คือสายที่ผ่านหน้าวัดพระแก้ว ทางด้านกระทรวงกลาโหม 
ในรูปนี้กระทรวงกลาโหมยังไม่ถือกำเนิด
วัดพระแก้วกำลังสร้างบางส่วนอยู่                                                                                                                                      ภาพจาก https://board.postjung.com/655907
หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ครั้งรัชกาลที่ 4 ถนนสายนี้คือสายที่ผ่านหน้าวัดพระแก้ว ทางด้านกระทรวงกลาโหม 
ในรูปนี้กระทรวงกลาโหมยังไม่ถือกำเนิด
วัดพระแก้วกำลังสร้างบางส่วนอยู่ ภาพจาก https://board.postjung.com/655907

บรรยากาศในวันเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งองค์เดิม (พระที่นั่งอนันตสมาคม องค์แรก) หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง เต็มไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๔ ทรงเสด็จออกรับในฐานะกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาและทรงเปิดกว้างทางพหุวัฒนธรรม ภาพของเจ้าหญิงจากแดนไกลที่ได้เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์แห่งสยามในวันนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานชีวิตบทใหม่... จากเจ้าหญิงผู้ลี้ภัย สู่การเป็น "ดอกไม้จากลิงฆา" ที่มาเบ่งบานอยู่ใต้ร่มพระบารมีพระจอมเกล้าอย่างสง่างาม


ตัวอย่างรูปรับราชทูตภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม องค์แรก  ภาพจาก https://board.postjung.com/655907
ตัวอย่างรูปรับราชทูตภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม องค์แรก ภาพจาก https://board.postjung.com/655907

การถวายตัว: พระสนมมุสลิมหนึ่งเดียวใต้ร่มเงาพระบรมมหาราชวัง


ในช่วงเวลาที่สุลต่านมะฮ์มุดและครอบครัวพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ นั้น สัมพันธไมตรีระหว่างราชสำนักลิงฆาและราชสำนักสยามได้งอกงามขึ้นตามลำดับ สุลต่านมะฮ์มุดได้ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการถวายตัวบุตรี "ตนกูสุเปีย" ให้เข้าเข้ารับราชการฝ่ายใน เพื่อสนองพระเดชพระคุณเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


การก้าวข้ามกำแพงพระบรมมหาราชวังของเจ้าหญิงมลายูพระองค์นี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยค่ะ เพราะในรัชสมัยนั้น ท่านคือ "สตรีมุสลิมเพียงท่านแรกและท่านเดียว" ที่ดำรงตำแหน่งพระสนมในรัชกาลที่ ๔ ความเป็น "หนึ่งเดียว" นี้เองที่ทำให้ชีวิตของท่านในเขตพระราชฐานชั้นในเต็มไปด้วยมิติที่น่าสนใจ


ตลอดเวลาหลายปีที่ท่านพำนักอยู่ในรั้ววัง ท่านไม่ได้เพียงแต่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างบิดาและองค์กษัตริย์สยาม ในขณะที่ท่านพำนักอยู่ในวังหลวง สุลต่านมะฮ์มุด บิดาของท่าน ก็ได้รับความสะดวกสบายโดยพำนักอยู่ที่ตึกริมพระราชวังเดิม (พระราชวังโบราณฝั่งธนบุรี) ซึ่งเป็นย่านที่มีชุมชนมุสลิมเก่าแก่รายรอบ ทำให้สุลต่านผู้ลี้ภัยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป


ภาพตัวอย่างเรือกลไฟในสมัยรัชกาลที่ 4                            ขอบคุณภาพจากเพจ นิคม’วินเทจ
ภาพตัวอย่างเรือกลไฟในสมัยรัชกาลที่ 4 ขอบคุณภาพจากเพจ นิคม’วินเทจ

จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องอำลา ในเดือนเจ็ด ปีจอ พ.ศ. ๒๔๐๕ เมื่อสุลต่านมะฮ์มุดกราบถวายบังคมลาเพื่อกลับไปยังเมืองตรังกานู พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้แสดงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น โดยโปรดเกล้าฯ ให้เรือกลไฟ "มหาพิไชยเทพ" ซึ่งเป็นเรือหลวงที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ล่องออกไปส่งสุลต่านและคณะถึงเมืองตรังกานูอย่างมีเกียรติ ทิ้งไว้เพียงเจ้าจอมตนกูสุเปียที่ยังคงทำหน้าที่ดอกไม้แห่งลิงฆา ประดับราชสำนักสยามสืบต่อไปด้วยความภาคภูมิ


ชีวิตในราชสำนักและวาระสุดท้าย: ตำนานดอกไม้ที่กลับคืนสู่มาตุภูมิ


ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เจ้าจอมตนกูสุเปียได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในรั้วรอบขอบชิดของเขตพระราชฐานชั้นใน ท่านไม่ได้เพียงแต่ดำรงตำแหน่งพระสนมตามหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนภาพสะท้อนของความหลากหลายที่งดงามในราชสำนักสยาม แม้เบื้องหลังการเข้ามาของท่านจะมีนัยสำคัญทางการเมืองเพื่อเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสยามและรัฐมลายู แต่การที่ท่านสามารถดำรงตนอยู่ในวังหลวงที่มีจารีตต่างศรัทธาได้อย่างราบรื่นและยาวนาน โดยไม่ปรากฏข้อขัดแย้งใดในบันทึกประวัติศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทอันงดงามและการวางตัวที่เหมาะสมอย่างยิ่งตามแบบฉบับเจ้าหญิงมลายู ทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับและได้รับความเกรงใจจากเหล่าข้าราชบริพารฝ่ายในด้วยกัน


ในสายตาของชาวต่างชาติที่เข้ามายังสยามในยุคนั้น เจ้าจอมตนกูสุเปียถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะสตรีผู้มีความงามคมขำและทรงไว้ซึ่งฐานันดรศักดิ์ของเจ้าหญิงอย่างเต็มภาคภูมิ แม้ว่าในบั้นปลายท่านจะไม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาสืบสายเลือดในแผ่นดินไทย แต่ชื่อของท่านก็ได้จารึกไว้อย่างหนักแน่นในหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะพยานบุคคลสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเปิดรับพหุวัฒนธรรมและให้เกียรติแก่ศรัทธาที่แตกต่างอย่างแท้จริง


เมื่อกาลเวลาผันผ่านไป สถานการณ์ทางการเมืองในแถบมลายูเริ่มคลี่คลายลง และความจำเป็นในการพำนักอยู่เพื่อเหตุผลทางการเมืองก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ เจ้าจอมตนกูสุเปียจึงได้ตัดสินใจกราบทูลลาออกจากราชสำนักสยาม เพื่อเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในช่วงปัจฉิมวัย ณ มาตุภูมิที่ท่านคิดถึง


ปัจฉิมบท: ชีวิตใหม่ ณ มาตุภูมิ และรอยจารึกแห่งรักสุดท้าย


แม้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยจะยุติการบันทึกเรื่องราวของ เจ้าจอมตนกูสุเปีย ลงภายหลังจากที่ท่านได้ทูลลาออกจากเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อเสด็จกลับสู่มาตุภูมิ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ฝั่งมลายูและสิงคโปร์กลับปรากฏ "บทใหม่" ของชีวิตท่านไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง


หลังจากที่ท่านกลับไปพำนัก ณ มาตุภูมิ (สิงคโปร์/ลิงฆา) และสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลง ท่านได้เข้าสู่พิธีสมรสอีกครั้งกับเครือญาติในราชวงศ์มลายู ซึ่งปรากฏนามในบันทึกต่างกันไปตามแต่ละสายตระกูล บ้างระบุว่าเป็น เตงกู อิสมาอิล (Tengku Ismail) บ้างระบุว่าเป็น เตงกู มูฮัมหมัด ยูซุฟ (Tengku Muhammad Yusof bin Tengku Muhammad Arshad) โดยในการสมรสครั้งที่สองนี้ ท่านมีบุตรี ๑ คน นามว่า เตงกู อายะห์ (Tengku Ayah) การที่ข้อมูลการสมรสใหม่ของท่านไม่ปรากฏในเอกสารหลวงของไทยนั้น มิใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด หากแต่เป็นไปตามจารีตของราชสำนักสยามในสมัยโบราณ เมื่อพระสนมได้รับพระราชทานอนุญาตให้ลาออกและพ้นจากหน้าที่ในราชการฝ่ายในแล้ว ข้อมูลส่วนตัวหลังจากนั้นมักจะไม่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารหลวง ประกอบกับการรักษาเกียรติยศตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มักไม่ระบุถึงชีวิตการสมรสใหม่ของอดีตสตรีในวังหลวงลงในเอกสารทางการ


ข้อมูลจากบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลฝั่งมลายูนี้ จึงเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เราเห็นภาพชีวิตที่สมบูรณ์ของ "เจ้าหญิงซาฟียะห์" ว่าท่านไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่ทางการเมืองหรือเป็นนางในผู้สูงศักดิ์เท่านั้น แต่ท้ายที่สุดท่านได้กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงสตรีสามัญในอ้อมกอดของครอบครัวและแผ่นดินเกิดอย่างมีความสุข จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิตในปี พ.ศ. ๒๔๓๗


สุสานมัสยิดเตมังกง (Masjid Temenggong Daeng Ibrahim)


ร่างของท่านได้รับการประกอบพิธีตามหลักศาสนาอิสลามอย่างสมเกียรติ และถูกฝังไว้ ณ สุสานมัสยิดเตมังกง (Masjid Temenggong Daeng Ibrahim) ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์และผู้สูงศักดิ์ ปิดตำนาน "เจ้าหญิงลิงฆา" ผู้เลอโฉม ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวความทรงจำอันงดงามที่ยังคงเล่าขานกันถึงสตรีมุสลิมผู้เป็นหนึ่งเดียวในราชสำนักพระจอมเกล้าสืบไป


บรรณานุกรม 


  • กุศล เอี่ยมอร่าม. "พระสนมมุสลิมในราชสำนักรัตนโกสินทร์ (Muslim Royal Concubine)." วารสารประวัติศาสตร์ (Journal of History). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JOH/article/view/156557

  • คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์. "ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม ๒ (พงศาวดารเมืองตรังกานู)." กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า, ๒๕๐๗.

  • ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. "พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔." กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ. [ออนไลน์ (ฉบับดิจิทัล)]. เข้าถึงได้จาก: https://www.finearts.go.th/main/library/category/8-historical-archives

  • มุสลิมไทยโพสต์. "4 เจ้าจอมมุสลิม ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีใครบ้าง." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://news.muslimthaipost.com/news/38225

  • ศิลปวัฒนธรรม (กองบรรณาธิการ). "สตรีต่างชาติในราชสำนักสยาม." กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๕.

  • สุจิตต์ วงษ์เทศ. "คนต่างชาติในประวัติศาสตร์สยาม." กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๕.

  • A.M. Lutfi. The Riau-Lingga Sultanate: A Historical Overview of its Royal Lineage and Politics. Singapore: Heritage Press, 2012.

  • Christopher Buyers. "The Royal Ark: Lingga Genealogy (Tengku Safiah binti al-Marhum Sultan Muhammad Mu'azzam Shah)." [Online]. Available from: https://www.royalark.net/Indonesia/lingga4.htm

  • National Archives of Singapore (NAS). "Private Records of the Malay Royalty: The Descendants of Sultan Mahmud Muzaffar Shah." [Online]. Available from: https://www.nas.gov.sg/archivesonline/

  • Wan Lutfi Wan Omar. Sejarah Kerajaan Riau-Lingga (History of the Riau-Lingga Kingdom). Kuala Lumpur: Dewan Bahasa dan Pustaka, 1998.


รวบรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela

 
 

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อเรา

แนะนำข้อมูล

สนับสนุนโครงการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย

  • Line
  • Facebook

อัตราโฆษณา

  • โฆษณาหน้าหลัก (Line)

  • โฆษณาใน Video

  • โฆษณาในบทความ

บริจาคสิ่งของประวัติศาสตร์

บริจาคภาพประวัติศาสตร์

เสนอบทความ

logo-bgW_edited.png

447 ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600

©2025.ลิขสิทธิ์ของ หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย พัฒนาโดย ทีมคุณฟาอิ๊ก

bottom of page