ตำนานเขี้ยวเล็บลับอยุธยาเจาะลึกทหารมุสลิม นักรบสุดแกร่งที่ข้าศึกต้องเกรงขาม
- 5 ม.ค.
- ยาว 3 นาที
โดย Roi-Wela

อาณาจักรที่เปิดประตูรับพลรบจากทั่วโลก
รู้ไหมว่า... กรุงศรีอยุธยาในยุคที่รุ่งเรืองสุด ๆ (โดยเฉพาะช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16) ไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทางของเหล่านักค้าขายเท่านั้นนะ แต่ที่นี่คือ "Magnet" ตัวจริงที่ดึงดูดผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาให้หลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต
และหนึ่งในกลุ่มชนที่ถือเป็น "ตัวตึง" และมีอิทธิพลต่อความมั่นคงของอาณาจักรอยุธยาแบบลึกซึ้งสุด ๆ ก็คือ ชาวมุสลิม หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "แขก" นั่นเองค่ะ สิ่งที่ทำให้พวกเขาน่าสนใจมาก ๆ คือพวกเขาไม่ได้พกมาแค่สินค้าเพื่อค้าขายอย่างเดียว แต่ยังพกเอา "เขี้ยวเล็บ" อย่างอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และความรู้ทางทหารที่ก้าวหน้ามาก ๆ ในยุคนั้นติดตัวมาด้วย
การที่เรามาลองเจาะลึกวิเคราะห์บทบาทของพวกเขา จะเป็นกุญแจดอกสำคัญเลยที่จะทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมอยุธยาถึงเป็นเมืองที่มีลักษณะ พหุสังคม (Plural Society) ที่แข็งแกร่งและมีเสน่ห์ได้ขนาดนี้
1. อาสาจาม: ผู้เชี่ยวชาญการรบทางน้ำและทหารปืนไฟ
ถ้าจะพูดถึงกลุ่มที่เป็นเหมือน "ฟันเฟือง" สำคัญที่มีสีสันและน่าทึ่งที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพอยุธยา ต้องยกให้กลุ่ม "อาสาจาม" เลย ยิ่งถ้าเราลองเจาะลึกลงไปในรายละเอียดที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เราจะเห็นภาพความเก่งของพวกเขาชัดมากผ่าน 3 มุมมองหลัก ๆ นี้
ยุทธศาสตร์การรบทางน้ำ: "พยัคฆ์แห่งลำน้ำ"
ความเก่งเรื่องน้ำของชาวจามเนี่ยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันติดตัวพวกเขามาตั้งแต่สมัยอยู่ในอาณาจักรจามปา ซึ่งเป็นรัฐชายฝั่งทะเล พอพวกเขาขยับขยายมาอยู่ในอยุธยาที่ภูมิประเทศเป็นเกาะและเต็มไปด้วยแม่น้ำล้อมรอบ ความสามารถนี้เลยได้ฉายแสงแบบเต็มที่
ทักษะการอ่านกระแสน้ำ: ชาวจามเขารู้ลึกรู้จริงเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง แถมยังมองทิศทางลมออกจนปรุโปร่ง ด้วยความเชี่ยวชาญระดับเทพแบบนี้ พวกเขาเลยได้รับมอบหมายให้ดูแล "กองเรือรบ" โดยเฉพาะเรือเร็วที่เน้นความคล่องตัวสูงเพื่อใช้ในการลาดตระเวนและจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ
กองเรือ "เรือกราบ" และ "เรือไชย": เวลาออกศึกสงคราม อาสาจามมักจะเป็นกลุ่มที่ควบคุมเรือที่มีดีไซน์เพรียวบาง เน้นความเร็วเป็นหลัก ซึ่งเรือพวกนี้แหละที่เป็นอาวุธสำคัญในการ "ลัดเลาะ" เข้าไปตีสกัดกองเสบียงของข้าศึกตามคุ้งน้ำที่แคบ หรือตามจุดที่น้ำตื้นมาก ๆ จนเรือลำใหญ่ ๆ เข้าไม่ถึง
การตั้งถิ่นฐานเชิงยุทธศาสตร์: แม้แต่การเลือกที่อยู่อาศัยยังมีนัยยะทางทหารเลยนะ เพราะชุมชนอาสาจามมักจะตั้งอยู่ในจุดสำคัญ ๆ ทางยุทธศาสตร์ อย่างเช่น บ้านแขกจาม หรือบริเวณรอยต่อของแม่น้ำ เพื่อให้พวกเขาสามารถออกปฏิบัติหน้าที่ได้ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุทางน้ำ
มาต่อกันที่เรื่องความล้ำของอาวุธในยุคนั้นกัน บอกเลยว่าส่วนนี้แหละที่ทำให้กองอาสาจามกลายเป็นหน่วยรบ "ระดับไฮเอนด์" ของอยุธยาเลยทีเดียว
วิทยาการปืนไฟ: "พลแม่นปืนกลุ่มแรกของสยาม"
ลองจินตนาการดูนะ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 อาวุธปืนไม่ได้หาซื้อง่าย ๆ เหมือนสมัยนี้ แต่มันคือ "เทคโนโลยีขั้นสูง" (High-tech) ที่มีราคาแพงและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสุด ๆ ซึ่งชาวจามนี่แหละที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนี้

ปืนคาบชุด (Matchlock): ชาวจามเขามีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อค้าชาวมัวร์และชาวตุรกี ทำให้พวกเขาเข้าถึงวิทยาการปืนไฟได้รวดเร็วกว่าคนกลุ่มอื่นในภูมิภาค พวกเขาไม่ได้แค่รู้วิธียิงเฉย ๆ นะ แต่ยังมีความรู้ลึกไปถึงเรื่องการผสมดินปืนและการบำรุงรักษาอาวุธ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการเรียนรู้เฉพาะทางจริง ๆ
บทบาท "หน่วยแม่นปืน" (Sharpshooters): ในสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นตอนล้อมเมืองหรือรบบนเรือ อาสาจามจะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยยิงสนับสนุนจากระยะไกล เพื่อคอยปั่นป่วนและทำลายการจัดทัพของฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่กองกำลังส่วนใหญ่จะบุกเข้าไปประจัญบาน
การส่งต่อเทคโนโลยี: นักประวัติศาสตร์หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า ชาวจามน่าจะมีส่วนสำคัญในฐานะ "ครูฝึก" หรือผู้ที่คอยถ่ายทอดเทคนิคการใช้ปืนไฟให้กับทหารสยามกลุ่มอื่น ๆ ในช่วงที่กองทัพอยุธยากำลังเริ่มปฏิรูปเข้าสู่ยุคปืนไฟแบบเต็มตัวนั่นเอง
นอกจากรบเก่งแล้ว ระบบการจัดการภายในของเขาก็ไม่ธรรมดา ส่วนนี้แหละที่แสดงให้เห็นว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงอยู่คู่บัลลังก์สยามมาได้นานขนาดนี้
โครงสร้างการปกครอง: "พระยาราชบังสัน" และกรมอาสาจาม
เพื่อให้กองอาสาจามทำงานได้แบบ "เป๊ะ" ที่สุดและมีความเป็นปึกแผ่น ราชสำนักอยุธยาก็เลยมีการจัดระบบการปกครองภายในให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ตำแหน่ง "พระยาราชบังสัน": นี่คือชื่อตำแหน่งหรือราชทินนามที่เท่มาก ๆ ของเจ้ากรมอาสาจาม ส่วนใหญ่กษัตริย์จะคัดเลือกจากคนที่มีเชื้อสายมุสลิมจามโดยตรงขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ หน้าที่ของท่านไม่ใช่แค่คุมทัพออกรบ แต่ยังต้องเป็น "พ่อเมือง" ที่ดูแลทุกข์สุขและจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ภายในชุมชนมุสลิมจามในสังกัดด้วย เรียกว่ารวมศูนย์อำนาจทั้งทหารและการปกครองไว้ที่คนคนเดียวเลย
สิทธิพิเศษและการถือครองที่ดิน: ด้วยความที่พวกเขาเป็นทหารฝีมือดีและมีความจงรักภักดีสูงมาก ราชสำนักเลยให้รางวัลด้วยการพระราชทานที่ดินใกล้ ๆ กับตัวพระนคร และตามหัวเมืองชายฝั่งต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาได้ตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่ ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งนี่คือยุทธศาสตร์ เพราะเท่ากับเรามีกองกำลังที่พร้อมรบตั้งค่ายรอกันภัยให้เราอยู่รอบเมืองเลย
มาถึงกลุ่มที่ต้องเรียกว่าเป็น "มันสมอง" และ "ที่ปรึกษาระดับวีไอพี" ของกองทัพอยุธยากันบ้าง นั่นคือกลุ่ม "แขกเทศ" ค่ะ กลุ่มนี้โปรไฟล์เขาจะต่างจากอาสาจามนิดหน่อย ตรงที่เขาไม่ได้มาเป็นกองกำลังพลแบบเน้นจำนวน แต่มาในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง"
แขกเทศ: วิศวกรสงครามและที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์
ถ้ากลุ่มอาสาจามคือ "นักรบแนวหน้า" ที่บุกตะลุย กลุ่มที่เรียกว่า "แขกเทศ" เนี่ยแหละค่ะคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพอยุธยาข้ามผ่านการรบแบบโบราณ เข้าสู่ยุค "การปฏิวัติปืนไฟ" (Gunpowder Revolution) แบบเต็มตัว พวกเขาไม่ได้มาแค่ช่วยรบ แต่เปรียบเสมือน "มันสมอง" ของกองทัพสยาม
ในขณะที่กลุ่มอื่นเน้นกำลังพล แต่กลุ่มแขกเทศ (ซึ่งรวมทั้งชาวเปอร์เซีย อาหรับ และเติร์ก) กลับมีบทบาทเป็น "ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง" (High-level Consultants) ที่เอาวิทยาการล้ำสมัยที่สุดในโลกยุคนั้นมาปรับใช้กับบ้านเรา:
วิทยาการปืนใหญ่และทหารช่าง (The Ottoman Connection)
ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 "จักรวรรดิออตโตมัน" คือมหาอำนาจด้านดินปืนอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้นชาวเติร์กที่เดินทางมาอยุธยาเขาไม่ได้มาแค่ตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับสูตรลับทางวิศวกรรมที่ว้าวมาก
การคำนวณวิถีราบและวิถีโค้ง (Ballistics): ชาวมุสลิมกลุ่มนี้เก่งเรื่องคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์มาก ๆ เขาเลยเอามาช่วยคำนวณองศาการยิงปืนใหญ่ให้แม่นยำ ซึ่งบอกเลยว่าเป็นเรื่องใหม่แกะกล่องสำหรับกองทัพในแถบนี้เลยล่ะ
เทคโนโลยีการหล่อโลหะ: ปืนใหญ่กระบอกยักษ์อย่าง "ปืนใหญ่ปากคลองขวาง" ที่เราเห็นในอยุธยา มีเทคนิคการหล่อที่ได้รับอิทธิพลมาจาก ปืนใหญ่แบบตุรกี (Ottoman Bombard) เลยค่ะ จุดเด่นคือลำกล้องใหญ่ยักษ์และทนทานต่อแรงระเบิดของดินปืนมหาศาลได้ดีเยี่ยม
การสร้างป้อมปราการและผังเมืองเชิงยุทธศาสตร์
กลุ่มแขกเทศยังมีส่วนสำคัญในการปั้นให้อยุธยากลายเป็น "เมืองที่ไม่มีวันแตก" (The Invincible City) ด้วย
กำแพงอิฐและป้อมปืน: สมัยก่อน กำแพงเมืองเรามักจะเป็นแค่พูนดินหรือระเนียดไม้ แต่ที่ปรึกษาชาวมุสลิม (ที่ภายหลังร่วมมือกับชาวโปรตุเกสด้วย) ได้นำเทคนิคการก่ออิฐถือปูนและการสร้างป้อมรูปเหลี่ยมมาใช้ เพื่อให้เราติดตั้งปืนใหญ่ตามจุดยุทธศาสตร์รอบพระนครได้แข็งแกร่งขึ้น
การวางระบบคูคลอง: อีกเรื่องที่เจ๋งมากคือภูมิปัญญาการจัดการน้ำของชาวเปอร์เซีย เขาช่วยวางระบบการขุดลัดคูคลองและการสร้าง "ปากคลองขวาง" ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อการค้าอย่างเดียว แต่ตั้งใจทำเพื่อควบคุมทิศทางน้ำและใช้สกัดกองเรือข้าศึกโดยเฉพาะเลย
"เฮเรดิม โมฮัมเหม็ด" (Heredim Mohammed)
ถ้าจะพูดถึงตัวบุคคลที่เด่นสุด ๆ ในกลุ่มนี้ ต้องคนนี้เลยค่ะ เฮเรดิม โมฮัมเหม็ด ซึ่งมีบันทึกของนักเดินทางชื่อปินโตเล่าไว้แบบน่าตื่นเต้นมาก:

ขุนพลรับจ้าง (Mercenary General): เขาเป็นนายทหารชาวเติร์กที่คุมกำลังทหารมุสลิมฝีมือฉกาจประมาณ 160 คน และได้รับความไว้วางใจให้เป็นกองกำลังอิสระที่ขึ้นตรงกับองค์กษัตริย์โดยตรงเลย
ระบบคุณธรรม (Meritocracy): การที่เขาได้ขึ้นเป็น "ขุนพล" ยืนยันได้เลยว่าราชสำนักอยุธยาเราเน้น "ระบบคุณธรรม" คือมองที่ความสามารถเหนือเชื้อชาติและศาสนาจริง ๆ เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารที่ช่วยวางแผนการรบและคุมปืนใหญ่ในการศึกสำคัญ ๆ
ความมั่นคงที่มาพร้อมความมั่งคั่ง: จาก "พ่อค้า" สู่ "เสาหลักแผ่นดิน"
ส่วนนี้ถือว่าเป็น "หัวใจสำคัญ" เลยค่ะ เพราะมันคือเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านสุดทึ่ง จากบทบาทนักรบรับจ้างเท่ๆ มาสู่การเป็น "ชนชั้นปกครอง" ที่ทรงอิทธิพลในสยาม ซึ่งผลกระทบส่งยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้
ความพิเศษของชาวมุสลิมในอยุธยาที่ทำให้กษัตริย์ยอมรับสุดๆ คือการที่พวกเขาสามารถ "รวมพลัง" ทักษะ 3 ด้านเข้าด้วยกันได้แบบไร้รอยต่อ ทั้งเรื่อง การค้า (Trade) การทหาร (Military) และ การบริหาร (Administration) จนกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ราชสำนักขาดไม่ได้เลย
เส้นทางสู่การปกครอง: กรมท่าขวา และตำแหน่งพระยาราชมนตรี
ในสมัยอยุธยา ระบบการบริหารเขาจัดเจนมาก การติดต่อกับต่างประเทศจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งตามทิศทางการเดินเรือ:
กรมท่าขวา (Right Port Department): หน่วยงานนี้แหละที่เป็นพื้นที่ของชาวมุสลิมโดยเฉพาะ มีหน้าที่รับผิดชอบการค้าและการทูตกับประเทศทางทิศตะวันตกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย เปอร์เซีย หรืออาหรับ ซึ่งตำแหน่งสูงสุดของกรมนี้ก็คือ "พระยาจุฬาราชมนตรี" นั่นเอง
การคุมกลไกเศรษฐกิจ: ชาวมุสลิมในยุคนั้นไม่ได้แค่มาขายของ แต่เป็นคนกำหนด "ราคากลาง" และ "มาตรฐานสินค้า" ให้กับพระคลังสินค้าเลย พูดง่ายๆ คือเป็นคนกุมบังเหียนรายได้หลักของอาณาจักรอยุธยาไว้ในมือนั่นแหละ
เคสระดับตำนาน: เฉกอะหมัด (Sheikh Ahmad Qomi): ถ้าจะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้เลยค่ะ ท่านเป็นพ่อค้าชาวเปอร์เซียจากเมืองกุม (Qom) ที่เข้ามาตั้งรกรากในสยาม และโชว์ผลงานช่วยราชสำนักปราบปรามกบฏ (อย่างพวกกบฏญี่ปุ่นในสมัยพระเจ้าทรงธรรม) จนได้รับความไว้วางใจสูงสุด ท่านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "เจ้าพระยาบวรราชนายก" หรือตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดสูงสุดที่ชาวต่างชาติจะพึงมีได้ในแผ่นดินสยาม
อิทธิพลทางวัฒนธรรม: รอยประทับของเปอร์เซียในราชสำนัก
ความมั่งคั่งและรสนิยมที่หรูหราของชาวมุสลิมกลุ่ม "แขกเทศ" (โดยเฉพาะพวกเปอร์เซีย) ได้กลายเป็นต้นแบบความล้ำสมัยในราชสำนักอยุธยาไปด้วย
ภาษาและศัพท์แสง (Linguistic Legacy): คำที่เราใช้กันจนคุ้นหู มีรากมาจากเขาเยอะเลยนะ:
คำว่า "กุหลาบ" เนี่ย มาจากภาษาเปอร์เซียคำว่า Gulab ค่ะ
คำว่า "กะลาสี" ก็มาจากคำว่า Khalasi ที่แปลว่าคนงานเรือ
แม้แต่คำว่า "ราชมนตรี" หรือศัพท์เฉพาะทางกฎหมายและตำแหน่งราชการหลายๆ คำ ก็มีรากฐานมาจากระบบการปกครองแบบอิสลามเหมือนกัน

อาภรณ์และเครื่องแต่งกาย:
"ลอมพอก" หรือหมวกทรงสูงเท่ๆ ของขุนนางไทย ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจาก "ผ้าโพกหัว" (Turban) ของขุนนางเปอร์เซียเลยนะ เพียงแต่เราเอามาปรับเปลี่ยนให้เป็นโครงแข็งเพื่อให้ดูสง่างามตามแบบไทย ๆ
รวมไปถึงการสวม "เสื้อครุย" ยาวๆ ในพิธีการสำคัญ ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสื้อคลุมของชาวมุสลิมอินเดียและเปอร์เซีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงสถานะทางสังคมที่สูงส่งในยุคนั้นค่ะ
ดูเป็นเส้นทางความสำเร็จที่น่าทึ่งมากเลยเนอะ จากนักรบมาเป็นคนคุมเศรษฐกิจและจบที่ตำแหน่งสูงสุดในรัฐบาล
บทสรุป: มรดกของนักรบมุสลิมและสังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของชาวมุสลิมในอยุธยา เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนมากว่า "ความแตกต่างไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือความแข็งแกร่ง" อย่างแท้จริง ถ้าเราลองมาสรุปความเจ๋งของพวกเขาในแต่ละด้านดู จะเห็นภาพชัดเลยค่ะ
ด้านความมั่นคง: พวกเขาเปรียบเสมือนโล่และดาบให้กับสยาม ด้วยวิทยาการปืนไฟที่ล้ำสมัยและการรบทางน้ำที่ไม่มีใครเทียบได้
ด้านเศรษฐกิจ: พวกเขาคือสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้สยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลกได้อย่างสง่างาม
ด้านวัฒนธรรม: พวกเขาไม่ได้แค่มาอยู่อาศัย แต่ยังเติมเต็มสีสัน วิทยาการ และรสนิยมใหม่ ๆ ให้กับเอกลักษณ์ไทยจนแยกกันไม่ออก
มรดกเหล่านี้ไม่ได้หายไปตามกาลเวลานะคะ แต่มันได้หลอมรวมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดไทยไปแล้ว ความสำเร็จของอยุธยาในการเปิดรับชาวมุสลิมคือบทเรียนที่สำคัญมากเรื่อง "สังคมพหุวัฒนธรรม" (Plural Society) ที่ทำให้สยามรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้อย่างภาคภูมิใจจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
รายการอ้างอิง (References)
กรมศิลปากร. (2539). คำให้การชาวกรุงเก่า. กรมศิลปากร.
กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ. (2540). จุฬาราชมนตรี. บรรณกิจ.
จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. ฟ้าเดียวกัน.
จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2546). ขุนนางกรมท่าขวา: การศึกษาบทบาทและหน้าที่ในสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2143-2435). โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2550). บทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของชาวเปอร์เซียในสมัยอยุธยา. สืบค้นจาก https://penerbit.usm.my/images/Kajian_Malaysia_2007/KM25_2_Julispong.pdf
ธีรวัต ณ ป้อมเพชร. (2544). ชาวมุสลิมในกรุงศรีอยุธยา: บทบาททางการเมืองและการค้า. ใน รวมบทความประวัติศาสตร์. สมาคมประวัติศาสตร์ฯ.
ปินโต, แฟร์นัง เม็งเดส. (2554). เปเรกรินาเซา (Peregrinação): บันทึกการเดินทางในภาคตะวันออก (สุริยง ประพันธ์สนิท, แปล). มติชน.
พงศ์สันต์ สิงหเสนี. (2562). เทคโนโลยีปืนใหญ่ในอยุธยา: อิทธิพลจากโลกอิสลามและตะวันตก. สำนักพิมพ์ยุทธศาสตร์.
ฟาน ฟลีต, เยเรเมียส. (2546). จดหมายเหตุวันวลิต (นันทา วรเนติวุฒิ, แปล). กรมศิลปากร.
มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง. (2558). เครือข่ายความสัมพันธ์ของชาวมุสลิมในสมัยอยุธยา: ความรุ่งเรืองและบทบาทต่อราชสำนัก. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สืบค้นจาก https://so05.tci-thaijo.org/
มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. (2548). ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก. กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
ศรีศักร วัลลิโภดม. (2546). อยุธยา รากเหง้าแห่งสังคมไทย. เมืองโบราณ.
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา. (2549). มุสลิมในราชอาณาจักรสยาม. อมรินทร์.
อิศรา ศรีนาคา. (2560). บทบาทของชาวจามในราชอาณาจักรอยุธยา: ความสัมพันธ์ด้านการทหารและวัฒนธรรม. วารสารประวัติศาสตร์และโบราณคดี, 5(1), 45-68. สืบค้นจาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JH_SU/article/view/106689
Reid, A. (1993). Southeast Asia in the Age of Commerce, 1450-1680: Vol. 2 Expansion and Crisis. Yale University Press.



