‘ออกญารามเดโช’ (ชู หรือ หวาน) เจ้าพระยานครนักรบไร้พ่าย นักยุทธศาสตร์เปี่ยมภูมิ...ขุนนางมุสลิมผู้ปกครองเมืองพระ
- Danish Seksan
- 25 ธ.ค. 2568
- ยาว 1 นาที

ถ้าจะเชิดชูนักรบที่เก่งกาจ-ขุนศึกที่เปรื่องปราชญ์ของอาณาจักรอยุธยา อย่างไร้อคติ ต้องมี ออกญารามเดโช หรือ พระยารามเดโช เป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือ ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ด้วยเหตุที่ ออญารามฯ อยู่หน้าแนวกับเหล่านักรบอาสาในหลายสมรภูมิ ไม่ว่าการตีเชียงใหม่ การตีหัวเมืองมอญ สามารถยึดหัวเมืองมอญ เช่น เมาะตะมะ, สิเรียม, ย่างกุ้ง กลับคืนมา
ออกญารามเดโช(ชู) สร้างเกียรติระบือ เมื่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยารามเดโชเป็นแม่ทัพยกทัพหลวงไปปราบรัฐสุลต่านสงขลา ในปี พ.ศ.2223 และเป็นการชนะสงครามโดยไม่ต้องทำศึก เมื่อ สุลต่านมุสตอฟา ที่ปกครองเมืองสงขลาอยู่ (สุลัยมานสวรรคตตั้งแต่ปี พ.ศ.2211) ยอมรับข้อเสนอของ ออกญารามเดโช ที่ให้ยอมสวามิภักดิ์ต่ออยุธยา ส่งผลให้ลูก-หลานสุลต่านสุลัยมาน ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ออกญารามเดโช มีส่วนสำคัญในการสร้างขั้วอำนาจนี้
การเข้าไปดูแลเมืองนครของพระยารามเดโช (ชู) นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่เมืองนครสูญเสียความเป็นหัวเมืองเอก อ่อนแอถึงขีดสุด ต้องการคนเก่ง นักปกครองมาก ที่จะพาเมืองนครให้ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง!! สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น เกิดจลาจลครั้งใหญ่ในเมืองนคร ออกขุนเสนาภิมุข (ในเอกสารญี่ปุ่นระบุชื่อว่า‘โออิน’

เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นแทนบิดาที่ได้เลื่อนเป็นออกญาเจ้าเมืองนคร) ที่มีสิทธิ์ได้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชต่อจากบิดาที่ล่วงลับ แย่งชิงอำนาจกับ ออกขุนศรีไวยวุฒิ ขุนนางกรมอาสาญี่ปุ่นอีกคน กลายเป็นสงครามครามกลางเมือง ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ชาวเมืองเมืองหลบหนีไป เมืองนครเสียหายอย่างหนัก สุดท้ายออกขุนศรีไวยวุฒิก็ถูกสังหาร-ความขัดแย้งจบลง แต่เมืองนครในเวลานั้นจึงกลายเป็นที่รกร้างมีแต่ซากปรักหักพัง
ออกญารามเดโช(ชู) ในฐานะ‘เจ้าพระยานคร’ตามนามเมือง ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็สร้างเมืองนครก็กลับมาเฟื่องฟู นำพาสันติ-สงบสุขคืนให้ชาวเมืองนครอีกครั้ง และในยุคที่การค้าถูกกำหนดด้วยการแข่งขันเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือ กองเรือเมืองนครในยุคของท่านชู แข็งแกร่งเกรียงไกร เป้นที่ยอมรับกันทั่วแหลมลลายูถึงมะละกา และยังมีส่วนส่งให้กรุงศรีอยุธยาสามารถยืนหนึ่งในการแข่งขันกับ มะละกา(ภายใต้การปกครองของดัตช์), อังกฤษ และ รัฐสุลต่านยะโฮร์ ทำมให้สยามเป็นมหาอำนาจในอุษาคเนย์ ในศตวรรษที่ 17 และแน่นอนว่าเมืองนครเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญยิ่งในตอนล่างของอาณาจักร
ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเพทราชา ในฐานะเจ้าเมืองนคร ออกญารามเดโช (ชู) ได้สาบานตนสวามิภักดิ์กับราชวงศ์ปราสาททองไปก่อนหน้า ไม่อาจเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย ไม่อาจสวามิภักดิ์กับราชวงศบ้านพลูหลวงได้อีก จนต้องข้อหากบถ สมเด็จพระเพทราชา จึงโปรดเกล้าให้ พระยาราชบังสัน(ฮาซัน) ฐานนะแม่ทัพเรือไปร่วมปราบ แต่ท่านฮาซันไม่สามารถละเลยบุญคุณในอดีต ที่สนับสนุนครอบครัว-พี่น้องมีตำแหน่งในราชสำนัก จึงตัดสินใจเปิดทางให้ท่านชูได้อพยพหลบหนี และถือเป็นการสิ้นสุดการเป็นเจ้าพระยานครของท่านชู ในปี พ.ศ.2234

ขุนนางมุสลิมผู้ปกครองเมืองพระ ผู้พาเมืองนครที่อ่อนแอ กลับมายืนเป็นเมืองเอกของกรุงศรีอยุธยาได้อย่างเกริกไกรได้อีกครั้ง!!
---
ภาพ : แผนที่ สยาม-มะละกา. สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, กองเรือในศตวรรตที่ 17 และ กำแพงเมืองนครในปัจจุบัน
---
อ้างอิง : จดหมายเหตุ Jeremias Van Vliet, Malacca Sultanate – Peak of Its Prosperity". National Archives of Singapore., Patani in the Beginning of the XVII Century, Melaka: The Transformation of a Malay Capital, ed. Kernial Singh Sandhu and Paul Wheatley, D. G. E. Hall, A History of South-east Asia. London: Macmillan, 1955. อิชิอิ โยเนะโอะ และ โยชิทาเกะ โทชิฮารุ. (2542). ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมและมนุษย์
ผู้เรียบเรียง : นูรุดดีน "Roi-Wela"

