อาสาจาม-มลายู’นักรบมุสลิมแสนยานุภาพแห่งแผ่นดินสยาม
- ชัชวาล อรวัฒนะกุล
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
ผู้เขียนและเรียบเรียง ‘นูรุดดีน’ มุสลิมไทย ที่ชอบเล่าเรื่องประชาชาติมุสลิมจากทุกมุมโลก

พระราชพงศาวดารฉบับ สมเด็จพระพนรัตน์ บันทึกว่า “ลุศักราช 914 ปีเถาะ เอกศก พระมหาอุปราชาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ยกพลห้าสิบหมื่น ช้างเครื่องเจ็ดร้อย ม้าสามพันข้ามเมืองเมาะตะมะ มาโดยแม่น้ำเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์…. พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จ ตรัสให้ท้าวพระยานายกองทัพหลวง ยกขบวนเบญจเสนา….พระยาราชวังสรรขี่ช้างพลายแก้วมาเมือง ถือพลอาสาจามห้าร้อย...”
อาสาจาม-มลายู ไม่ใช่ใคร...แต่เป็น‘มุสลิมสยาม’ผู้‘อาสา’สู้ศึก สู้เพื่อผืนแผ่นดินที่อุ้มชู โดยมีสิ่งที่พวกเขายึดเหนี่ยวเป็นพลังขับเคลื่อน พวกเขา คือ กลุ่มนักรบที่มีประจักษ์พยานความกล้าหาญ ข้ามผ่านกาลเวลา!!
ในรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็อาสาจามเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ ที่มีอานุภาพการรบสูงในการรบ แม้กำลังพลจะน้อยกว่า ก็สามารถสร้างความหวั่นคร้ามให้อริราชศัตรูได้ และเป็นกรมอาสาที่อยู่ในการศึกสำคัญทุกครั้ง ครายกทัพไปตีเมืองละแวก(กัมพูชา) ปี พ.ศ.2136 โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาราชวังสัน เป็นแม่ทัพคุมพลอาสาจามและทัพเมืองจันทรบุรี คุมเรือรบ 150 ลำ ยกทัพไปตีทางปากน้ำพุทไธมาศ ทัพพระยาราชวังสันเข้าตีได้เมืองพุทไธมาศ เมื่อตีได้เมืองพุทไธมาศแล้วได้ร่วมกับทัพของพระยาเพชรบุรียกเข้าตีได้เมืองจตุรมุข เมื่อทัพของพระยาราชวังสันและพระยาเพชรบุรี ตีได้เมืองจตุรมุขแล้วแบบไร้พ่าย แล้วยกขึ้นไปบรรจบทัพหลวง ณ เมืองละแวก
แต่การจัดตั้งกรมอาสาจามนั้น มีมาก่อนรัชสมัย สมเด็จพระเนนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133-2148) เพราะมีปรากฏอยู่ในกฏมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 - 2031) ที่ระบุถึงทำเนียบศักดินาขุนนางกรมอาสาจาม และราชทินนาม พระยาราชบังสัน เป็นบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งจางวางอาสาจาม มีปรากฏในพงศาวดารตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
‘กรมอาสาจาม’ เป็นข้อยืนยันทางประวัติศาสตร์ว่า มุสลิมบนแผ่นดินสยามนั้น พร้อมอาสารบเพื่อปกป้องแผ่นดินทุกยุคสมัย ไม่ต้องออกหมาย-ไม่ต้องไล่เกณฑ์ และเป็นพลรบชำนาญศึก เก่งการรบทั้งบนบกและทางเรือ!!

ยุค สมเด็จพระนารายณ์ นั้น กรมอาสาจาม เป็นกรมใหญ่สังกัดอยู่กับฝ่ายกลาโหม เป็นหนึ่งใน กองอาสา 6 เหล่า ซึ่งประกอบไปด้วย มอญ, จีน, แขก, ญี่ปุ่น, ฝรั่งแม่นปืน และ จาม (กรมอาสาแขกนั้น น่าจะหมายถึงกองทหารอาสาต่างชาติที่เรียกว่า แขกมัวร์(Moor) ประกอบด้วยมุสลิมเชื้อสายอิหร่าน อาหรับ เติร์ก และ อินเดีย อิงตามบันทึก เชอวาลิแยร์ เดอ โชมองค์ (Chevalier dr Chaumont) ราชทูตฝรั่งเศส ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์)
แต่เมื่อสิ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ สยามกับฝรั่งเศสก็สัมพันธ์ขาดสะบั้น สมเด็จพระเพทราชา ส่งกองทัพสยามเข้าล้อมป้อมบางกอกของทหารฝรั่งเศส ซึ่งมีกองอาสาจามอยู่หน้าแนว นายทหารฝรั่งเสสที่รอดไปถึงมะริด ระบุว่า “พลรบชาวมะฮะหมัดมลายู หาญกล้า ไม่หวาดกลัวสิ่งใด”
กรมอาสาจาม มีขนาดใหญ่กว่ากรมอาสาต่างชาติเหล่าอื่นทั้งหมด เพราะจำนวนขุนนางและตำแหน่งต่างๆ กล่าวได้ว่า เป็นหน่วยงานผู้ชำนาญการมุสลิมใหญ่ที่สุดในระบราชการสยาม เนื่องจากเป็นหน่วยงานด้านการรบ ที่สายการบังคับบัญชาชัดเจน ดังปรากฏอยู่ในทำเนียบของพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ดังนี้

พระราชวังสัน หรือบรรดาศักดิ์ พระยาราชวังสัน เป็นแม่ทัพเรือควบ ตำแน่งจางวางกรมอาสาจาม มีศักดินา 2,000 เหนือเจ้ากรมอาสาซ้าย-ขวา ในขณะที่ หลวงศรีมหาราชา, หลวงสุรินทเสนี เจ้ากรมอาสาจาม ซ้าย และ หลวงลักษมาณา และ หลวงสรเสนี เจ้ากรมอาสา ขวา มีศักดินา 1,600 ด้วยเป็นขุนนางทหาร ศักดินาจึงสูงเจ้ากรมหลายกรมในสมัยนั้น เป็นกองทารอาสา ที่มีความสำคัญต่ออาณาจักรตั้งแต่อยุธยาเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์

พระยาราชวังสัน(บัว) เป็นท่านสุดท้ายที่ดำรง
ตำแหน่งจางวางอาสาจาม ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับมอบหมายให้ไปปราบกบฏสมาคมจีนที่ภูเก็ต เมื่อ พ.ศ.2420 ได้รับพระราชโองการให้ปกครองเมืองภูเก็ตและพังงาสองครั้ง(พ.ศ.2420) ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น 3 ตติยจุลจอมเกล้า(ต.จ.) ได้รับพระราชทานพานทอง และ ตราจุลจอมเกล้าพระบรมราชาภิเษก ใน พ.ศ.2416 ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2436 อายุ 78 ปี ศพฝังที่กุโบร์ มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์
อาสาจามเป็นผู้ที่ชำนาญการรบทางน้ำกว่าทุกเล่าทัพ มีบทบาทสำคัญในการสงครามตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และพบว่าขุนนางที่มีบทบาทนำอยู่ในกรมอาสาจาม ตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือ กลุ่มขุนนางสายตระกูลสุลต่าน สุลัยมาน แห่งสิงขรนคร(สงขลา)
(ภาพ ทหารกรมอาสาจาม, ป้อมบางกองของฝรั่งเศส โครงสร้างการบังคับบัญชาอาสาจาม ในหนังสือกฎมายตราสามดวง ร.๑)
-
อ้างอิง :
หนังสือ สำเภากษัตริย์สุไลมาน Muhammad Rabi The Ship of Sulaiman, p. 100)
Michael Smitjies , tr. , The Chevalier de Chaumont and the Abbe de Choisy Aspects of the Embassy to Siam 1685 , p. 84)
คำให้การขุนหลวงหาวัด. (2553). นนทบุรี : ศรีปัญญา.
กำพล จำปาพันธ์ และ โมโมทาโร่. Downtown Ayutthaya ต่างชาติต่างภาษาและโลกาภิวัฒน์แรกในสยาม-อุษาเคย์
******
ผู้เขียนและเรียบเรียง ‘นูรุดดีน’ มุสลิมไทย ที่ชอบเล่าเรื่องประชาชาติมุสลิมจากทุกมุมโลก



