top of page

เปิดม่านตำนานนักขายแห่งสายน้ำ: ตามรอย ‘แขกแพ’ และหัวใจแห่งศรัทธาของชาวมุสลิมสยาม

  • 8 มี.ค.
  • ยาว 2 นาที

ภาพจำลองวิถีแขกแพในอดีต
ภาพจำลองวิถีแขกแพในอดีต

1. ปฐมบทแห่งสายน้ำ: “Mobile Unit” รุ่นบุกเบิกภายใต้เงาร่มเย็นของสยาม


ลองนึกภาพกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อนดู...ในยุคที่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้มีไว้แค่ให้เรือท่องเที่ยววิ่งผ่าน แต่เป็นเหมือน “ถนนสุขุมวิท” ของยุคนี้เลย สองข้างทางน้ำอัดแน่นไปด้วยเรือนแพไม้สีน้ำตาลเรียงรายสุดลูกหูลูกตา แต่ถ้าใครอยากเห็นความหรูหราและคึกคักที่สุดล่ะก็ ต้องมองหาแพของกลุ่มที่เรียกกันว่า “แขกแพ” 


คำว่า "แขก" ในตอนนั้น คือแหล่งรวมพี่น้องมุสลิมหลากชาติพันธุ์ ทั้งชาวมลายู จาม ชวา ไปจนถึงเปอร์เซียและอินเดีย ซึ่งเข้ามาอยู่อาศัยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องอยู่บนแพ? จริงๆ แล้วมันคือกลยุทธ์ที่ฉลาดมาก เพราะนอกจากเรื่องกฎหมายการถือครองที่ดินในสมัยก่อนแล้ว การอยู่บนแพยังทำให้พวกเขาเป็น "Mobile Unit" รุ่นแรกของโลกการค้า ที่สามารถ “ขยับขยาย” แพไปจอดรอรับลูกค้าในทำเลทองได้ตามใจนึก เรือนแพของแขกแพจึงไม่ใช่แค่บ้านธรรมดาๆ แต่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของอิสรภาพทางการค้า และเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณที่ไหลเวียนไปตามกระแสน้ำเจ้าพระยามาอย่างยาวนานนั่นเอง


จิตรกรรมรูปแขกแพ "วิถีชีวิตริมน้ำและเรือนแพการค้าในสมัยรัตนโกสินทร์ สะท้อนภาพจำลองของ 'แขกแพ' และชุมชนนานาชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างคึกคักบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่" ภาพจาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวง วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร (สมัยรัชกาลที่ 3)
จิตรกรรมรูปแขกแพ "วิถีชีวิตริมน้ำและเรือนแพการค้าในสมัยรัตนโกสินทร์ สะท้อนภาพจำลองของ 'แขกแพ' และชุมชนนานาชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างคึกคักบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่" ภาพจาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวง วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร (สมัยรัชกาลที่ 3)

2. มนตราแห่งเรือนไม้: ความสะอาดที่มาพร้อมศรัทธา และห้างหรูริมน้ำ


ถ้าถามว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าหลังไหนคือเรือนแพของพี่น้องมุสลิม? คำตอบคือให้ดูที่ "ความเป๊ะ" ของบ้าน เรือนแพแขกส่วนใหญ่จะสร้างเป็นเรือนไม้ทรงไทยแฝดดูดีเชียว หลังหนึ่งเอาไว้พักผ่อนส่วนตัว ส่วนอีกหลังจะเปิดโล่งทำเป็นหน้าร้านเท่ๆ แต่ที่เป็นไฮไลต์จริงๆ คือ "ความสะอาดสะอ้าน" เพราะชาวมุสลิมให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาด (Taharah) มากๆ บันไดหน้าแพนี่ขัดกันจนขึ้นเงาแวววับ แถมยังมีอ่างน้ำวางเตรียมไว้ให้ลูกค้าได้ล้างเท้าให้ชื่นใจก่อนก้าวขึ้นไปบนแพด้วยนะ เรียกว่าใส่ใจทุกรายละเอียดจริงๆ


ภาพเรือนแพในอดีตใช้ทั้งอาศัยและค้าขาย                                                                                                                                                     ภาพจาก เพจ วันวานและข่าวสาร https://www.facebook.com/photo/?fbid=1197670037059607&set=a.202513617905970
ภาพเรือนแพในอดีตใช้ทั้งอาศัยและค้าขาย ภาพจาก เพจ วันวานและข่าวสาร https://www.facebook.com/photo/?fbid=1197670037059607&set=a.202513617905970

คลองรอบกรุงผ่านตำบลบางลำพู สมัยรัชกาลที่ 5 บ้านเรือนตั้งเรียงรายสองฝากคลอง                                                                              (ภาพจากหนังสือชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ)... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_69118#google_vignette
คลองรอบกรุงผ่านตำบลบางลำพู สมัยรัชกาลที่ 5 บ้านเรือนตั้งเรียงรายสองฝากคลอง (ภาพจากหนังสือชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ)... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_69118#google_vignette

ลองจินตนาการถึงช่วงโพล้เพล้กันดู เมื่อแสงแดดเริ่มรำไรสะท้อนผิวน้ำ ทางร้านจะเริ่มจุดตะเกียงเจ้าพายุจนสว่างไสว แสงไฟวับแวมจะไปตกกระทบกับเครื่องเงินและอัญมณีในตู้โชว์ จนดูหรูหราและขลังสุดๆ จนชาวบ้านทนไม่ไหว ต้องรีบพายเรือเข้ามาจอดเทียบเพื่อขอชมบารมีสินค้าสักหน่อย และที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพพ่อค้าสวมหมวกกะปิเยาะกับแม่ค้าที่คลุมผ้าอย่างเรียบร้อย คอยส่งรอยยิ้มต้อนรับลูกค้าด้วยความจริงใจ แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์แบบสุดๆ ใครมาซื้อของที่นี่ก็สบายใจเหมือนได้ของดีจากมือเพื่อน


3. คลังสินค้าวิจิตร: เปิดลิสต์ของ “มันต้องมี” สไตล์ลักชูรีแห่งพระนคร


ถ้าจะบอกว่าแขกแพคือห้างพารากอนหรือเอ็มโพเรียมเวอร์ชันย้อนยุคก็ไม่เกินจริงเลยค่ะ! เพราะของที่นี่คือระดับ "พรีเมียม" ชนิดที่ว่าตลาดนัดทั่วไปหาไม่ได้แน่นอน ใครอยากได้ความลักชูรีต้องลงเรือมุ่งหน้ามาที่นี่เท่านั้น เรามาส่องดูสิว่าเขามีอะไรเด็ดๆ บ้าง:


ภาพจำลองสินค้าที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น
ภาพจำลองสินค้าที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้น

  • อาณาจักรแห่งแพรพรรณ: แขกแพคือตัวแม่เรื่องแฟชั่นผ้า โดยเฉพาะ "ผ้าบาติก" และ "ผ้าโสร่ง" เนื้อนุ่มพริ้วส่งตรงจากชวาและมลายู ลวดลายที่เห็นคือเทคนิคการเขียนเทียนแบบโบราณที่ให้สีสวยลุ่มลึกจากธรรมชาติ แถมยังมี "ผ้าลายอย่าง" ลายไทยสวยกริบที่สั่งทำจากอินเดีย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนและสีสดใสกว่าใครเพื่อน ยิ่งถ้าเป็นสาวๆ ชาววังหรือคุณหญิงคุณนายสมัยนั้นนะ ถ้าจะตัดชุดออกงานล่ะก็ ต้องแวะมาเลือก "ผ้าลูกไม้" ลายละเอียดระยิบระยับจากยุโรปที่แขกแพเท่านั้น ถึงจะเรียกว่ามาถึงตัวจริง!

  • ศาสตร์แห่งสุคนธรสและโอสถ: พายเรือเข้ามาใกล้ๆ แขกแพ สิ่งแรกที่ทักทายเราคือกลิ่นหอมฟุ้ง มันคือ "น้ำหอมแขก" (Attar) ที่สกัดเข้มข้นจากกุหลาบและไม้กฤษณา กลิ่นจะหอมลึกและติดทนแบบข้ามวันข้ามคืนกันเลย พ่อค้าจะบรรจุลงในขวดแก้วเจียระไนใบจิ๋วดูเลอค่าสุดๆ นอกจากจะตัวหอมแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวม "เครื่องเทศ" หายากอย่างกานพลูและจันทน์เทศคุณภาพดีที่สุด ซึ่งชาวมุสลิมเขาเชี่ยวชาญมากในการคัดสรรมาให้เป็นทั้งเครื่องชูรสรสเลิศและยาดีคู่ครัว

  • อัญมณีและเครื่องเงิน: ปิดท้ายด้วยความระยิบระยับที่ทำให้คนมองต้องตาพร่า! งานฝีมือช่างมุสลิมนั้นยืนหนึ่งเรื่องความประณีต โดยเฉพาะ "เครื่องเงินถมดำ" ที่ลายชัดเป๊ะตัดกับสีดำขลับดูเท่และหรูในเวลาเดียวกัน หรือจะเป็นแหวนสร้อยที่ประดับด้วย "เพชรซีก" (Rose-cut Diamond) และอัญมณีล้ำค่าที่มีดีไซน์แบบ Indo-Persian ให้ความรู้สึกที่ทั้งสวยสง่าและดูมีมนต์ขลังไปพร้อมๆ กัน ใครใส่เครื่องประดับจากแขกแพ บอกเลยว่าเดินไปไหนก็ดู "รวยและเก๋" แบบมีเทสต์สุดๆ



ตัวอย่างผ้าบาติกโบราณ

ผ้าบาติกหาชมยากทั้ง 6 ผืน ภายในนิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยะมหาราช: สายสัมพันธ์สยามและชวา จัดแสดงดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 – 30 เมษายน พ.ศ. 2566 ณ ห้องจัดแสดง 3-4 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชนินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง


ผ้าลายอย่างสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีลายเส้นเขียนที่คมชัดสีสันสดใสมาก แม้จะมีอายุกว่าสองร้อยปีแล้ว     ภาพจาก https://praew.com/fashion/13378.html
ผ้าลายอย่างสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีลายเส้นเขียนที่คมชัดสีสันสดใสมาก แม้จะมีอายุกว่าสองร้อยปีแล้ว ภาพจาก https://praew.com/fashion/13378.html

4. เสียงอาซานและโคมไฟหลากสี: เมื่อ "ทำเลทอง" มาพร้อมกับ "พลังแห่งศรัทธา"


การจอดแพของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมเขาไม่ได้จอดกันสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เขามีกลยุทธ์เลือกทำเลที่เรียกว่า "ทำเลมงคล" นั่นคือการจอดแพเรียงรายล้อมรอบชุมชนที่มี “มัสยิด” เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นย่านมัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่) ตรงคลองบางกอกใหญ่ หรือจะย่านท่าเตียนและบางลำพู


ความเก๋อยู่ตรงที่ชีวิตของคนบนแพจะหมุนไปตามจังหวะของศาสนา เสียงอาซานที่ดังกังวานจากมัสยิดในยามเช้าและเย็น ไม่ได้เป็นแค่การเรียกไปละหมาดเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นเหมือน "เสียงระฆัง" บอกเวลาเปิด-ปิดร้านของแขกแพไปในตัวด้วย เรียกว่าเป็นตารางชีวิตที่เป๊ะและงดงามมากจริงๆ


และถ้าใครพายเรือผ่านไปในช่วง "วันอีด" (Idil-fitri) บอกเลยว่าต้องตาค้างแน่นอน! เพราะชาวแขกแพเขาจะประดับตะเกียงแก้วและโคมไฟหลากสีสันสว่างไสวพราวไปตามความยาวของลำน้ำเจ้าพระยา จนน้ำทั้งสายกลายเป็นประกายระยิบระยับ สวยงามจนคนทุกศาสนาที่พายเรือผ่านไปมาต้องหยุดดูด้วยความประทับใจ


นอกจากจะขายของหรูๆ แล้ว แขกแพยังทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ" ด้วย เพราะเขาเป็นตัวกลางรับสินค้าจากพี่น้องมุสลิมทางหัวเมืองปักษ์ใต้ ทั้งรังนก ของป่า และอาหารทะเลแห้งชั้นดี ส่งตรงเข้าสู่ใจกลางพระนคร ทำให้เงินทองหมุนเวียนคึกคักไปทั่วประเทศ สมกับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสมัยนั้นรุ่งเรืองสุดๆ


5. การสืบทอดมรดก: เมื่อ “ชาวน้ำ” กลายมาเป็น “เจ้าสัวตึกแถว” บนบก


กาลเวลาหมุนผ่านไปจนถึงยุคสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 สยามบ้านเราเริ่มก้าวเข้าสู่ความทันสมัยแบบเต็มตัว มีการตัดถนนสายใหม่ๆ และสร้างตึกแถวขึ้นมาแทนที่ การจราจรบนน้ำที่เคยคึกคักก็เริ่มลดบทบาทลง แถมยังมีกฎหมายจัดระเบียบเรือนแพออกมาด้วย พี่น้องแขกแพจึงต้องถึงเวลา "เก็บพายขึ้นบก" ขยับขยายร้านค้าจากบนน้ำขึ้นมาตั้งหลักปักฐานบนฝั่งแทน


ย่านพาหุรัดในอดีต                                                                                                                                                                                       ภาพจาก เพจ วันวานและข่าวสาร
ย่านพาหุรัดในอดีต ภาพจาก เพจ วันวานและข่าวสาร

แต่นี่ไม่ใช่จุดจบของตำนาน กลับเป็นจุดเริ่มต้นของย่านช้อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันเลยล่ะ! เพราะพ่อค้าแขกแพที่มีทั้งเงินทุนและชั้นเชิงการค้าแบบมือโปรนี่แหละ ที่ขยับขึ้นมาจับจองพื้นที่จนกลายเป็นเจ้าของตึกแถวในย่าน "พาหุรัด" "บ้านหม้อ" และ "สุรวงศ์" ถ้าวันนี้คุณเดินเข้าไปในร้านผ้าขนาดใหญ่ย่านพาหุรัด หรือแวะเข้าร้านเพชรแถวเจริญกรุง แล้วรู้สึกถึงความหรูหราและความเป็นมืออาชีพ ให้รู้ไว้เลยว่า... คุณอาจกำลังยืนอยู่ในกิจการที่มีรากฐานมาจากการพายเรือขายของบนแพของชาวมุสลิมสยามเมื่อร้อยกว่าปีก่อน


บทส่งท้าย: กลิ่นหอมที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสลม


แม้ในวันนี้ แสงไฟจากตะเกียงแก้วบนเรือนแพจะดับลงไปตามกาลเวลา และเสียงพายกระทบน้ำหน้าแขกแพจะถูกแทนที่ด้วยเสียงเครื่องยนต์ของโลกสมัยใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือนไปได้เลย คือ "ร่องรอยแห่งศรัทธาและหยาดเหงื่อ" ของชาวมุสลิมสยามที่ฝังรากอยู่ในทุกตารางนิ้วของย่านการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา


ภาพของแขกแพในอดีต คือบทพิสูจน์ที่สวยงามว่า "ความต่าง" ไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกัน เสียงอาซานที่ดังกังวานสอดประสานไปกับเสียงระฆังวัด และกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่โชยผสมกับกลิ่นดอกมะลิหน้าแพ คือภาพสะท้อนของสังคมพหุวัฒนธรรมที่โอบอุ้มกันและกันอย่างยั่งยืน


ทุกครั้งที่เราก้าวเดินผ่านย่านพาหุรัด สัมผัสความนุ่มนวลของผืนผ้า หรือได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมโบราณ ขอให้รู้ว่านั่นคือมรดกทางหัวใจที่บรรพบุรุษมุสลิมสยามได้ทิ้งไว้ให้เป็นของขวัญแก่แผ่นดินนี้ "แขกแพ" อาจจะหายไปจากสายตา แต่จิตวิญญาณแห่งความเพียรและความสัตย์ซื่อของพวกเขาจะยังคงไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของลูกหลาน และเป็นส่วนหนึ่งของตำนานลำน้ำเจ้าพระยาตลอดกาล...


บรรณานุกรม


1.        กรมศิลปากร. (2545). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.

2.        คลังทรัพยากรการเรียนรู้เสมือนจริง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (ม.ป.ป.). วิถีชีวิตชาวเรือนแพในสมัยรัตนโกสินทร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.sac.or.th/databases/museumthailand/th/article/68

3.        จิตติมา อมรพิชญ์เวช. (2562). มุสลิมในกรุงเทพฯ: ประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน และการปรับตัว. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://archive.tu.ac.th/

4.        จิระนันท์ พิตรปรีชา. (2545). ลูกผู้ชายชื่อนายอากร: ประวัติศาสตร์และการค้ามุสลิมในสยาม. กรุงเทพฯ: สยามบันทึก.

5.        แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, ม.ร.ว. (2534). องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

6.        ประณีต ก้องสมุทร. (2525). "แขกแพและการค้าโบราณในสยาม." ใน วารสารประวัติศาสตร์และโบราณคดี. คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

7.        พงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.finearts.go.th/fad-library/

8.        มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. (2559). แขกแพ: พ่อค้ามุสลิมในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.lek-prapai.org/home/view.php?id=512

9.        ศรัญญู เทพสงเคราะห์. (2561). ราษฎรธิปไตย: การเมือง อำนาจ และความทรงจำของราษฎร. กรุงเทพฯ: มติชน.

10.      ศิลปวัฒนธรรม (Silpa-mag). (2566). เปิดตำนาน ‘แขกแพ’ ห้างสรรพสินค้าลอยน้ำที่โด่งดังที่สุดในพระนคร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_35824

11.      สุพจน์ อัศวพันธุ์ธนกุล. (2540). วิถีชีวิตชาวน้ำ: ศึกษาจากกรณีเรือนแพในกรุงเทพฯ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

12.      หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ระบบสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุ (NAT Search System). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.nat.go.th

13.      อรศม สุทธิสาคร. (2548). อาชีพโบราณ: ตำนานนักขายและช่างฝีมือพระนคร. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์.


รวบรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela


 
 

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อเรา

แนะนำข้อมูล

สนับสนุนโครงการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย

  • Line
  • Facebook

อัตราโฆษณา

  • โฆษณาหน้าหลัก (Line)

  • โฆษณาใน Video

  • โฆษณาในบทความ

บริจาคสิ่งของประวัติศาสตร์

บริจาคภาพประวัติศาสตร์

เสนอบทความ

logo-bgW_edited.png

447 ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600

©2025.ลิขสิทธิ์ของ หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย พัฒนาโดย ทีมคุณฟาอิ๊ก

bottom of page