ขุนนางมุสลิมชั้น ‘เจ้าพระยา’ ในแผ่นดินสยาม
- 20 พ.ย. 2568
- ยาว 2 นาที

บทบาทของขุนนางมุสลิมในแผ่นดินสยามนั้น โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่แผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ชั้น เจ้าพระยา ซึ่ง บรรดาศักดิ์ขุนนางที่มียศสูงสุด (สมเด็จเจ้าพระยา เป็นตำแหน่งพิเศษ) คนแรกในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ครองราชย์ พ.ศ.2154 –2171) คือ เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) จากนั้นก็มีขุนนางชั้นสูงสุด ที่เป็นมุสลิมอีกหลายท่าน รวมทั้งเจ้าพระยาที่เป็นชนชั้นสูง-ราชวงศ์เมืองประเทศราช และเพื่อให้ได้รับรู้กันในวงกว้าง จึงรวบรวมเอาไว้ ดังนี้
เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ต้นรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งบ้านเรือนและห้างร้านค้าขาย จนกระทั่งมีฐานะเป็นเศรษฐี สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวา และ จุฬาราชมนตรี จากนั้นได้ปราบปรามชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งที่ก่อการจราจลในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี สมุหนายก และ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้โปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าพระยาบวรราชนายก อัครเสนาที่ปรึกษา
ท่าน มีบุตร 2 คนและธิดา 1 คน ได้แก่ ท่านชื่น คือ เจ้าพระยาอภัยราชา สมุหนายก ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง, คนที่ 2 ชื่อ ชม ถึงแก่กรรมแต่เมื่อยังหนุ่ม และคนที่ 3 เป็นหญิงชื่อ ชี เป็นสนมเอกในสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ภายหลังแต่งงานกับ พระยาศรีเนาวรัตน์ (อากามะหะหมัด)
ท่านถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ.2174 รวมอายุ 88 ปี เป็นต้นสกุลของไทยมุสลิมหลายสกุลและสกุลบุนนาค เป็นต้นสกุลเจ้าพระยาหลายท่านในเวลาต่อ รวมทั้งเป็นต้นสกุลของสายสกุลที่มีความสำคัญต่อการปกครองประเทศตลอดมา สถานที่ฝังศพของท่าน ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) บุตรชายคนโต เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) รับราชการตามบิดา เป็นพระยาตั้งแต่อายุน้อย ที่ พระยาวรเชษฐ์ภักดี ว่าที่จุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา ในสมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ต่อมาในแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ พระยาวรเชษฐ์ (ชื่น) ซึ่งมีอายุเพียง 30 ปี ขึ้นเป็น เจ้าพระยาอภัยราชา สืบตำแหน่งสมุหนายก อัครมหาเสนาบดี แทนบิดา ถือเป็นหัวหน้าเสนาบดีอายุน้อย-แต่อำนาจล้นเหลือ
ท่านชื่น ดำรงตำแหน่งสมุหนายกนานถึง 40 ปี รับใช้ 4 พระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง, สมเด็จเจ้าฟ้าไชย, สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา และ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และอสัญกรรมในตำแหน่ง เมื่ออายุได้ 70 ปี ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ท่านชื่น มีบุตรกับภรรยาหลวง 2 คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ เลื่อน เป็นพระสนมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีพระธิดา พระนามว่า พระองค์เจ้าแสงจันทร์ คนที่ 2 ชื่อ สมบุญ คือ เจ้าพระยาชำนาญภักดี
-เจ้าพระยาชำนาญภักดี (สมบุญ) บุตรชายของ เจ้าพระยาอภัยราชา (ชืน) ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น จมื่นจงภักดี ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาบำเรอภักดี เมื่อ

เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) บิดาถึงอสัญกรรม สมเด็จพระนารายณ์ โปรดเกล้าฯ เลื่อนเป็น เจ้าพระยาชำนาญภักดี สมุหนายก แต่การเมืองในราชสำนักถูกแบ่งโดยขั้วอำนาจหลายกลุ่ม ทำให้ เจ้าพระยาชำนาญภักดี จึงทอนบทบาทไปพอควร
เจ้าพระยาศรีไสยหาญณรงค์ (ยี) บุตร พระยาศรีนวรัตน์ กับ ท่านชี ตามตำราถือว่าครบเครื่องรูปหล่อ พ่อเป็น ออกญามหาเศรษฐี มีลุงเป็น ออกญาสมุหนายก เป็นที่เกรงอกเกรงใจขุนนางน้อยใหญ่-พ่อค้าวานิช ทำให้มีทั้งคนชอบ-คนชังตามประสา ต่อมา สมเด็จพระนารายณ์ โปรดเกล้าฯ ให้ไปเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองตะนาวศรี เมืองหน้าศึกที่มี
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำคัญ ต้องแต่งตั้งเจ้าเมืองที่มีความรู้ความสามารถให้ปกครองดูแล
ท่านยี เป็นพี่ชายของ พระยาจุฬาราชมนตรี(แก้ว) ส่วนบุตรของท่าน คือ ท่านสี และ ท่านสน นั้น ท่านสีผู้พี่เป็น พระยาอมเรนทร์ จางวางกรมอาสาจาม ให้ท่านสนผู้น้องเป็น พระยาจุฬาราชมนตรี เจ้ากรมท่าขวา
เจ้าพระยานคร* (ชู หรือ หวาน) หรือ พระยารามเดโช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช หนึ่งในขุนศึก-แม่ทัพคนสำคัญคู่พระทัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีชาติกำเนิดจากชนชั้นสูงเมืองไทรบุรี(รัฐเคดาห์) ถูกส่งปกครองเมืองนครศรีธรรมราช เมืองเอกที่สำคัญ หลังชนะศึกสุลต่านแห่งเมืองสงขลา ก็มีอำนาจเต็มในหัวเมืองทางใต้ 17 หัวเมือง เป็นเจ้าเมืองนครหลายปี ถือเป็นช่วงเวลาที่เมืองนครรุ่งเรืองทั้งเศรษฐกิจและสังคม และท่านครองเมืองนครจนสิ้นแผ่นสมเด็จพระนารายณ์
*เมืองนคร เป็นหัวเมืองเอก เจ้าเมืองบรรดาศักดิ์ชั้น เจ้าพระยา
เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด, มะห์มู๊ด) ท่าน เป็นบุตร หลวงลักษมณา (บุญยัง) มารดาคือ หม่อมดาว เป็นหลาน พระยาราชบังสัน (ฮะซัน) เป็นบุคคลที่อ้างไปเต็มปากว่า หนึ่งในบุคคลสำคัญที่กอบกู้เอกราช-นำมาซึ่งอิสรภาพ ก็คือ ท่านหมุด หรือ มะห์มู๊ด และบุตรชายทั้ง 3 ร่วมสู้กับ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งแต่ครั้งเริ่ม ผ่านศึกสงคราม ตั้งแต่ช่วงรวมแผ่นดิน จนถึงขยายอาณาเขตเพื่อให้อาณาจักรมั่นคง เป็นอัครมหาเสนาบดีที่ผ่านมาทั้งด้านบู๊และบุ๋น งานหนักที่สุดในประวัติศาสตร์สยาม เจ้าพระยาจักรีฯ สมุหนายกคนแรก ในแผ่นดินกรุงธนบุรี หลุมฝังศพของท่านอยู่ที่กุโบร์มัสยิดต้นสน, กรุงเทพ
เจ้าพระยาไทรบุรีปะแงรัน คือ สุลต่านฮะมัด ทาจุดดิน ฮาลิม ชาห์ที่ 2 สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์(ไทรบุรี) องค์ที่ 21 พระองค์ส่ง ลักษมณา (แม่ทัพเรือ) ช่วยเมืองถลางจากการยึดครองของกองทัพพม่า ที่นำโดย อะเติงหวุ่น ใน พ.ศ.2351–พ.ศ.2354 ร่วมกับกองทัพสยามและกองอาสามุสลิมจากหลายหัวเมือง จนปลดปล่อยเมืองถลางได้สำเร็จ
เจ้าพระยาไทรอาหมัดตายูจิน คือ สุลต่านฮะมัด ทาจุดดิน มูคาร์ราม ชาห์ สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์(ไทรบุรี) องค์ที่ 23 เป็นข้าหลวง ผู้สำเร็จราชการเมืองพระเทศราช
เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีฯ คือ สุลต่านอับดุล ฮามิด ฮาลิม ชะฮ์ สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์(ไทรบุรี) องค์ที่ 25 และเป็นเจ้าเมืองไทรบุรีองค์สุดท้ายภายใต้การปกครองสยาม เป็นข้าหลวงเทศาภิบาล เมืองปะลิส เมืองสตูล และ เมืองไทรบุรี พระองค์ทรงกองทัพมาช่วยปราบปรามขบถจีนอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ต ใน พ.ศ.2419 เป็นพระบิดาของ ตุนกู อับดุล ระฮ์มัน นายกฯ คนแรกของมาเลเซีย
ภาพ เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ขุนนางมุสลิมชั้นเจ้าพระยาท่านแรก และ เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีฯ คือ สุลต่านอับดุล ฮามิด ฮาลิม ชะฮ์ ถือเป็นขุนนางมุสลิมชั้นเจ้าพระยาท่านสุดท้ายของสยาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.) ซึ่งได้รับพระราชทาน พ.ศ.2451



