top of page

"โดมเขียวเล่าเรื่อง: อนุสรณ์แห่งเกียรติยศของจุฬาราชมนตรีคนสุดท้ายแห่งกรุงศรีฯ"

  • 6 มี.ค.
  • ยาว 2 นาที
กุโบร์มัสยิดอิสลามวัฒนา                                                  ภาพจาก งานวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
กุโบร์มัสยิดอิสลามวัฒนา ภาพจาก งานวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา

หากใครมีโอกาสขับรถผ่านไปแถวตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนถนนสาย 3469 คงสะดุดตากับอาคารทรงโดมสีเขียวที่ดูสงบและสง่างามที่ตั้งอยู่ริมทาง ที่นี่คือ “กุโบร์มัสยิดอิสลามวัฒนา”  หลายคนอาจจะคิดว่ากุโบร์หรือสุสานเป็นสถานที่ที่ดูน่ากลัวหรือลึกลับ แต่ถ้าเราลองเปิดใจและก้าวเข้าไปทำความรู้จัก เราจะพบว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักพิงสุดท้ายของผู้ล่วงลับ แต่เป็น "หอจดหมายเหตุกลางแจ้ง" ที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของขุนนางมุสลิมผู้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินไทยมาหลายร้อยปี


คลองคูจาม  โดย Vincenzo Coronelli - https://www.raremaps.com/gallery/detail/68133/atlante-veneto-coronelli
คลองคูจาม โดย Vincenzo Coronelli - https://www.raremaps.com/gallery/detail/68133/atlante-veneto-coronelli

หัวใจแห่งคลองคูจาม: สุสานที่เชื่อมโยง 3 ศรัทธา


ปัจจุบันกุโบร์แห่งนี้มีความสำคัญมากในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในชุมชนคลองคูจาม เพราะเป็นสถานที่ฝังศพร่วมกันของพี่น้องจาก 3 มัสยิดใหญ่ ได้แก่ มัสยิดมะดีนะตุสซอลิฮาติ (สุเหร่าเหนือ), มัสยิดอาลียินนูรอยน์ (สุเหร่ากลาง) และมัสยิดอิสลามวัฒนา (สุเหร่าใต้) ความเป็นปึกแผ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในพื้นที่


มัสยิดอะห์มาดียะฮ์ตุสซอลีฮาต (สุเหร่าเหนือ)

ภาพจาก เฟสบุ๊ก: Pattadon Kijchainukul



มัสยิดอาลียินนุรอยน์

ภาพจาก เพจ มัสยิดอาลียินนุรอยน์ และ เทศบาลพระนครศรีอยุธยา


มัสยิดอิสลามวัฒนา

ภาพจาก เพจ มัสยิดอิสลามวัฒนา อยุธยา และ https://th.trip.com/moments/detail/phra-nakhon-si-ayutthaya-1187-119272476/


ความพิเศษของการใช้กุโบร์ร่วมกันนี้ มิได้เป็นเพียงการบริหารจัดการพื้นที่ทางศาสนาเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีที่หล่อหลอมชาวมุสลิมหลากสายเลือด ทั้งเชื้อสายไทย-เปอร์เซียและไทย-จาม ให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้ร่มเงาแห่งศรัทธามาอย่างยาวนาน การพำนักอยู่ร่วมกันของบรรพบุรุษจากทั้ง 3 มัสยิด ณ สถานที่แห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการรักษา "หัวใจ" ของชุมชนคลองคูจามให้คงความเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น ส่งต่อความภาคภูมิใจในรากเหง้าขุนนางเก่าแก่ให้คงอยู่คู่ผืนดินอยุธยาสืบไป แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญและดึงดูดใจให้นักประวัติศาสตร์ต้องแวะมาที่นี่เสมอ คือการเป็นสถานที่พำนักนิรันดร์ของ พระยาจุฬาราชมนตรี (เชน) ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย


ย้อนรอย "ท่านเชน": ขุนนางสองศาสนาในบ้านหลังเดียว


เรื่องราวของท่านเชนเริ่มต้นขึ้นอย่างน่าทึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ท่านเป็นบุตรชายคนโตของ พระยาเพชรพิไชย (ใจ) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก เฉกอะหมัด ขุนนางชาวเปอร์เซียที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระยาเพชรพิไชย (ใจ) ตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธตามพระเจ้าอยู่หัว แต่ท่านไม่ได้บังคับให้ลูกๆ ต้องเปลี่ยนตามทั้งหมดครับ ท่านให้บุตรชายคนโตคือ “ท่านเชน” นับถือศาสนาอิสลามต่อไป เพื่อสืบทอดสายวงศ์มุสลิมและดูแลตำแหน่งขุนนางกรมท่าขวา ส่วนบุตรชายคนเล็กคือ “ท่านเสน” ให้เปลี่ยนมานับถือพุทธตามบิดา ซึ่งต่อมาท่านเสนท่านนี้แหละครับที่เป็นต้นตระกูล “บุนนาค” อันโด่งดัง


ผังแสดงลำดับตระกูลวงศ์เฉกอะหมัด                                                                                                                                                         ภาพจาก เพจ งานวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา
ผังแสดงลำดับตระกูลวงศ์เฉกอะหมัด ภาพจาก เพจ งานวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา

การแบ่งสายศรัทธาภายในครอบครัวเช่นนี้ มิได้เป็นเพียงการรักษาอำนาจในราชสำนักเท่านั้น แต่คือความตั้งใจที่จะรักษา "สายสัมพันธ์แห่งรากเหง้า" ไม่ให้ขาดสะบั้นลงตามกาลเวลา ด้วยการให้ท่านเชนถือศาสนาเดิมของบรรพบุรุษเพื่อรักษาเกียรติยศของวงศ์มุสลิมเฉกอะหมัด ขณะเดียวกันก็ให้ท่านเสนก้าวเข้าสู่โครงสร้างใหม่เพื่อรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในฐานะพุทธศาสนิกชน ส่งผลให้ทายาททั้งสองสายกลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนราชบัลลังก์มาทุกยุคสมัย และเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่า ความต่างของศาสนาไม่อาจขวางกั้นความรักและความกตัญญูที่พึงมีต่อวงศ์ตระกูลและแผ่นดินได้เลย บ้านหลังนี้จึงเป็นตัวอย่างที่งดงามที่สุดของพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ


เส้นทางเกียรติยศ: จากขุนพลอาสาจามสู่ผู้นำมุสลิม


ในสมัยนั้น ท่านเชนเริ่มต้นรับราชการเป็น พระยาวิชิตณรงค์ เจ้ากรมอาสาจาม (ทหารอาสามุสลิม) ท่านเป็นนักรบที่เก่งกาจและมีความรับผิดชอบสูง ต่อมาท่านได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับขุนนางสายทหารด้วยการสมรสกับ คุณหญิงก้อนทอง บุตรีของพระยาท้ายน้ำ ทั้งสองได้ร่วมกันปลูกบ้านสร้างครอบครัวอยู่บริเวณปากคลองคูจาม ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมที่มีบารมีในยุคนั้น


ภาพจิตรกรรมกองอาสาจาม                                                                                                                                                                      โดยเฉลิม นาคีรักษ์ สะท้อนภาพลักษณ์นักรบมุสลิมผู้กล้าในสมัยอดีต เฉกเช่นบทบาทของท่านเชนก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี
ภาพจิตรกรรมกองอาสาจาม โดยเฉลิม นาคีรักษ์ สะท้อนภาพลักษณ์นักรบมุสลิมผู้กล้าในสมัยอดีต เฉกเช่นบทบาทของท่านเชนก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี

การสมรสครั้งนี้มิใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่าง "สายตระกูลขุนนางผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ" กับ "สายตระกูลนักรบผู้กุมกำลังพลทางทหาร" เข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น การเลือกปักหลักที่ปากคลองคูจามจึงเป็นการสร้างอาณาจักรเล็กๆ ที่ทรงอิทธิพล ทั้งในแง่ของการควบคุมกำลังทหารอาสาและการสืบต่อศรัทธาทางศาสนา


ด้วยความรู้ความสามารถและสายเลือดขุนนางที่เข้มข้น ในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) ท่านจึงได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “พระยาจุฬาราชมนตรี” ผู้นำมุสลิมสยามคนสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ตำแหน่งที่ท่านได้รับในเวลาต่อมานี้ จึงเปรียบเสมือนรางวัลแห่งความไว้วางใจที่ราชสำนักมีต่อตระกูลนี้ ในฐานะขุนนางผู้มีความสามารถรอบด้านที่พร้อมจะเป็นปราการด่านสุดท้ายให้แก่กรุงศรีอยุธยา


สมรภูมิกู้ชาติ: ความจงรักภักดีที่ไม่มีวันจาง


เมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 แผ่นดินลุกเป็นไฟ แต่ศรัทธาและความกตัญญูของท่านเชนไม่ได้มอดไหม้ไปกับไฟสงคราม ท่านได้รวบรวมกำลังพลมุสลิมที่ยังเหลืออยู่ เดินทางไปสมทบกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่กรุงธนบุรี เพื่อร่วมภารกิจกอบกู้เอกราช ท่านทำงานถวายชีวิตจนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีสำเร็จ


ท่ามกลางความผันผวนของการสร้างราชธานีใหม่ ท่านเชนมิได้เพียงปฏิบัติหน้าที่ขุนศึกคู่พระทัยเท่านั้น แต่ท่านยังทำหน้าที่เป็น ‘ต้นแบบ’ แห่งความจงรักภักดีให้บุตรชายได้เห็นเป็นประจักษ์ การบ่มเพาะสติปัญญาและไหวพริบในราชการท่ามกลางกลิ่นอายสงครามนี้เอง ที่ส่งผลให้ท่านก้อนแก้วเติบโตขึ้นเป็นขุนนางหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยศักยภาพ จนได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สำคัญในกรมท่าขวาต่อสืบมา


ในช่วงเวลานั้นบุตรชายของท่านคือ “ท่านก้อนแก้ว” ก็ได้เติบโตขึ้นภายใต้การบ่มเพาะของพ่อ ได้รับแต่งตั้งเป็นหลวงศรีนวรัตน์ และในที่สุดเมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ ท่านก้อนแก้วก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาจุฬาราชมนตรี (แก้ว) ปฐมจุฬาราชมนตรีแห่งราชวงศ์จักรี การส่งไม้แห่งศรัทธาและความรู้จากพ่อสู่ลูกนี้ ไม่ใช่เพียงการสืบทอดตำแหน่งตามสายเลือด แต่คือการสืบทอดอุดมการณ์ในการพิทักษ์แผ่นดินสยามที่ตระกูลเฉกอะหมัดยึดถือมาทุกชั่วอายุคน เป็นการส่งต่อตำแหน่งอันทรงเกียรติจากพ่อสู่ลูกอย่างสง่างาม


บั้นปลายที่สงบเย็น ณ มาตุภูมิ


หลังจากตรากตรำรับราชการและผ่านศึกสงครามมาอย่างยาวนาน ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านเชนเลือกที่จะเดินทางกลับมาพักผ่อนที่บ้านเดิมบริเวณปากคลองคูจาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านใช้เวลาไปกับการปฏิบัติศาสนกิจและอบรมสั่งสอนลูกหลาน จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรม ร่างของท่านจึงถูกฝังไว้อย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเกียรติยศ ณ กุโบร์มัสยิดอิสลามวัฒนาแห่งนี้


กุโบร์มัสยิดอิสลามวัฒนา

ขอบคุณภาพจาก งานวิชาการ สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา


การที่อาคารทรงโดมถูกสร้างขึ้นครอบหลุมศพของท่าน ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวด แต่เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกว่า ภายใต้แผ่นดินอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มีขุนนางมุสลิมท่านหนึ่งที่รักและภักดีต่อกษัตริย์สยามจนวาระสุดท้าย


กุโบร์แห่งนี้จึงมิใช่เพียงสถานที่เก็บร่างที่ไร้วิญญาณ หากแต่เป็นเสมือน ‘จดหมายเหตุที่มีชีวิต’ ซึ่งคอยเล่าเรื่องราวความกล้าหาญและความกตัญญูผ่านความเงียบงัน เสียงสวดขอพรที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ารอบโดมเขียวนี้ คือสายใยที่เชื่อมคนรุ่นปัจจุบันเข้ากับจิตวิญญาณของบรรพบุรุษผู้เคยวางรากฐานแผ่นดิน ทุกย่างก้าวที่เราเดินผ่านไปในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งคลองคูจาม จึงเป็นการตอกย้ำว่าแม้ร่างกายจะสลายไป แต่เกียรติประวัติและความจงรักภักดีที่ขุนนางมุสลิมท่านนี้มีต่อมาตุภูมิ จะยังคงเป็นประภาคารส่องทางให้แก่ลูกหลานไทยสืบต่อไปชั่วนิรันดร์


บรรณานุกรม


  • กรมศิลปากร. จดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.

  • กุศล เอี่ยมอร่าม. (2547). มุสลิมในแผ่นดินไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.

  • ขจร สุขพานิช. (2514). เฉกอะหมัด: ปฐมจุฬาราชมนตรี. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา.

  • คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. “ข้อมูลมัสยิดและกุโบร์ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา: ตำบลสำเภาล่ม.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ayutthayamuslim.com

  • จักรพันธุ์ กังวาฬ. (2549). จุฬาราชมนตรี: ประวัติศาสตร์ผู้นำมุสลิมไทย. กรุงเทพฯ: มติชน.

  • ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2515). สามยอด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เสริมวิทย์บรรณาคาร.

  • พีรพัฒน์ เพชราบรรพณ์. (2566). "พระสนมมุสลิมในราชสำนักรัตนโกสินทร์." วารสารประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JOH/article/view/156557

  • มูลนิธิเฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรี. “ประวัติพระยาจุฬาราชมนตรี (เชน).” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.sheikhahmad-chula.org

  • ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. (2551). สตรีในราชสำนักสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน.

  • สถาบันจุฬาราชมนตรี. "รายนามจุฬาราชมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.skmt.or.th

  • สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย. "ฐานข้อมูลมัสยิดอิสลามวัฒนาและชุมชนคลองคูจาม." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.cicot.or.th

  • องค์การบริหารส่วนตำบลสำเภาล่ม. “แผนพัฒนาท้องถิ่นและข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนมุสลิมคลองคูจาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.sumphalom.go.th

  • อานนท์ นัยพินิจ. (2561). “วิถีชุมชนมุสลิมคลองคูจาม: การจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และการสืบทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น.” (รายงานการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา).

รวบรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela


 
 

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อเรา

แนะนำข้อมูล

สนับสนุนโครงการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย

  • Line
  • Facebook

อัตราโฆษณา

  • โฆษณาหน้าหลัก (Line)

  • โฆษณาใน Video

  • โฆษณาในบทความ

บริจาคสิ่งของประวัติศาสตร์

บริจาคภาพประวัติศาสตร์

เสนอบทความ

logo-bgW_edited.png

447 ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600

©2025.ลิขสิทธิ์ของ หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย พัฒนาโดย ทีมคุณฟาอิ๊ก

bottom of page