เกียรติภูมิพระยาราชวังสัน (หวัง): ยอดขุนนางมุสลิมคู่พระทัย ขัตติยภักดีแห่งสองแผ่นดิน
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ภูมิหลังและชาติกำเนิด: สายเลือดนักรบแห่งราชสีห์สงขลา
พระยาราชวังสัน (หวัง) เป็นขุนนางมุสลิมผู้มีสายเลือดแห่งผู้นำอย่างเต็มเปี่ยม ท่านสืบเชื้อสายมาจาก เจ้ารามเดชา ซึ่งเป็นทายาทของ สุลต่านสุไลมาน ชาห์ อดีตผู้ครองเมืองสงขลาอันมั่งคั่งในสมัยอยุธยา
ในประเด็นเรื่องบิดาของท่านนั้น ปรากฏข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่ 2 แนวทาง ซึ่งสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลท่านในขณะนั้น:
แนวทางแรก: ตามสาแหรกตระกูลที่สืบทอดกันมาและบันทึกของมัสยิดต้นสน ระบุว่าท่านเป็นบุตรของ หม่อมแก้ว (หรือพระยาราชวังสัน แก้ว) และท่านได้เจริญรอยตามบิดาในการรับราชการกรมอาสาจามจนได้รับบรรดาศักดิ์เดียวกันในเวลาต่อมา
แนวทางที่สอง: ในหลักฐานบางฉบับระบุว่าท่านเป็นบุตรของ เจ้าพระยาจักรี (หมุด) สมุหนายกผู้ทรงอิทธิพลในสมัยกรุงธนบุรี โดยมีพระยาราชวังสัน (แก้ว) เป็นอา ซึ่งข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดของขุนนางมุสลิมระดับสูงในยุคนั้นที่มักสืบสายโลหิตและเกื้อกูลกันในราชการ

ไม่ว่าข้อสันนิษฐานใดจะเป็นข้อยุติ สิ่งที่ชัดเจนและเป็นเอกฉันท์ในหน้าพงศาวดารคือ ท่านหวังได้เริ่มต้นเส้นทางราชการจากการเป็น มหาดเล็ก ในวังหลวงช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้ไหวพริบ ความซื่อสัตย์ และทักษะที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาเป็นขุนนางดาวรุ่งที่พร้อมจะรับใช้แผ่นดินสยามในทุกสถานการณ์
ทหารเสือมุสลิมคู่พระทัย... ในวันที่สยามต้องกู้ชาติ
เมื่อกรุงศรีอยุธยาถึงกาลอวสานในปี พ.ศ. 2310 แผ่นดินลุกเป็นไฟ แต่ในความมืดมิดนั้นยังมีแสงสว่างจากทางตะวันออก เมื่อ "เจ้าตาก" (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) เริ่มรวบรวมไพร่พลเพื่อกอบกู้เอกราช และหนึ่งในขุนพลคู่ใจที่ร่วมบุกเบิกฝ่าคมดาบมาด้วยกันก็คือ "ท่านหวัง" นี่เอง
ท่านหวังไม่ได้มาตัวเปล่า แต่ท่านนำเอา "กองอาสาจาม" หรือเหล่านักรบมุสลิมผู้เชี่ยวชาญการรบทางเรือและอาวุธปืนเข้ามาร่วมทัพด้วย ลองนึกภาพกองเรือรบที่แล่นไปตามลำน้ำเจ้าพระยา โดยมีท่านหวังคอยควบคุมยุทธศาสตร์การรบทางน้ำอย่างแคล่วคล่อง ท่านเป็นกำลังหลักในการตีกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า และร่วมสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่

ทำไมพระเจ้าตากสินถึงไว้ใจท่านหวังนัก? ความน่าประทับใจอยู่ที่ความซื่อสัตย์ ในสมัยธนบุรี ท่านได้รับแต่งตั้งเป็น "พระยาราชวังสัน" เจ้ากรมอาสาจามฝ่ายขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องดูแลความมั่นคงทางน้ำและป้องกันพระนครจากศัตรูที่อาจมาทางทะเล ท่านไม่ได้เป็นแค่ทหารที่ออกรบเก่งอย่างเดียว แต่ยังเป็น "มือประสาน" ที่คอยรวบรวมกลุ่มชาวมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ ให้มาผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพสยาม
มีเกร็ดเล่าว่า ในยามศึกสงครามที่อาหารขาดแคลนหรือสถานการณ์คับขัน ท่านหวังและเหล่านักรบมุสลิมแสดงให้เห็นถึงวินัยที่เข้มแข็งและความเสียสละอย่างสูง จนพระเจ้าตากสินทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ท่านเป็นหนึ่งในขุนนางที่ใกล้ชิดที่สุดคอยดูแลอารักขาพระองค์
จากมหาดเล็กหนุ่มในวังหลวง สู่ขุนพลผู้กล้าแห่งกรุงธนบุรี... ท่านหวังได้พิสูจน์แล้วว่า "ความศรัทธาในศาสนา" และ "ความรักในแผ่นดินไทย" สามารถเดินเคียงคู่กันไปได้อย่างงดงาม
ยอดนักการทูต "พระยาราชวังสัน" กับภารกิจเชื่อมใจสยาม-มลายู
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ท่านหวังยังคงได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ดำรงตำแหน่ง "พระยาราชวังสัน" คุมกรมอาสาจามเช่นเดิม แต่คราวนี้งานที่ท้าทายกว่าการรบ คือการ "รักษาความสงบ" ในหัวเมืองปักษ์ใต้

ทำไมต้องเป็นท่านหวัง? ในยุคนั้น หัวเมืองทางใต้อย่างไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู มีความซับซ้อนทั้งด้านการเมืองและศาสนา รัชกาลที่ 1 ทรงเล็งเห็นว่าผู้ที่จะไปเจรจาได้ดีที่สุด ต้องเป็นคนที่ "เข้าใจหัวอก" และพูดภาษาเดียวกันได้ ท่านหวังในฐานะขุนนางมุสลิมชั้นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกสง่างามและมีวาทศิลป์ จึงถูกส่งลงไปเป็น ราชทูตพิเศษ
วีรกรรมที่น่าจดจำ:
ใช้ "พระคุณ" นำ "พระเดช": ท่านไม่ได้ไปเพื่อกดขี่ แต่ไปเพื่อเจรจาให้เจ้าเมืองมลายูเข้าใจถึงความหวังดีของราชสำนักสยาม ท่านใช้ความรู้ทางศาสนาอิสลามและจริยธรรมมาเป็นสะพานเชื่อม ทำให้เกิดความไว้วางใจ ลดการนองเลือด และทำให้หัวเมืองใต้กลับมาสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ อย่างสันติ
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง: ท่านเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่รัชกาลที่ 1 เกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของชาวมุสลิม เพื่อให้การปกครองของสยามเป็นไปอย่างประนีประนอมที่สุด
ท่านหวังจึงเปรียบเสมือน "โซ่ข้อกลาง" ที่เชื่อมโยงความต่างทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ทำให้สยามในต้นรัตนโกสินทร์มีความมั่นคงทางตอนใต้รอดพ้นจากการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในขณะนั้นด้วย
บทสรุป: วาระสุดท้ายและการหลับใหลชั่วนิรันดร์ของขุนนางสองแผ่นดิน
หลังจากที่ พระยาราชวังสัน (หวัง) ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจรับราชการสนองพระเดชพระคุณมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคบุกเบิกกู้ชาติจนถึงยุคสร้างบ้านแปรงเมือง ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)
สถานที่ฝังศพ (กุโบร์): ร่างของท่านได้รับการประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามอย่างสมเกียรติ และถูกฝังไว้ ณ สุสาน (กุโบร์) มัสยิดต้นสน (หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า มัสยิดปากคลองบางกอกใหญ่) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครค่ะ

ทำไมต้องมัสยิดต้นสน? มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และเป็นศูนย์รวมของขุนนางมุสลิมชั้นสูงในสมัยนั้น กุโบร์ของท่านหวังตั้งอยู่เคียงข้างกับบรรพบุรุษและทายาทในตระกูลขุนนางมุสลิมสายสุลต่านสุไลมานอีกหลายท่าน ซึ่งปัจจุบันยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี และเป็นสถานที่ศึกษาประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของมุสลิมในสยามค่ะ
มรดกที่ทิ้งไว้: ท่านไม่ได้ทิ้งไว้เพียงแค่เกียรติยศในหน้าพงศาวดาร แต่ท่านยังเป็นต้นรากของ "ตระกูลขุนนางมุสลิม" ที่สืบเชื้อสายต่อมาอีกหลายแขนง (เช่น สายตระกูลที่เกี่ยวเนื่องกับนามสกุล เศรษฐบุตร, จุลานนท์ ในบางสาย และอีกหลายนามสกุลที่สืบเชื้อสายมาจากจุฬาราชมนตรี)
ชีวิตของพระยาราชวังสัน (หวัง) จึงเป็นบทพิสูจน์ที่จับต้องได้ว่า "ความศรัทธาต่อศาสนา" และ "ความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน" สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างงดงาม ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ค่ะ
บรรณานุกรม (Bibliography)
คริสโตเฟอร์ เอ็ม. จอลล์ และ เกรแฮม เอช. ดัลริมเปิล. (2565). "The Demise and Rise of Singora’s Sultan Sulaiman Lineage." วารสารสยามสมาคม (Journal of the Siam Society), 110(2), 53–84.
จักรพันธ์ กังวาฬ. (2546). ทหารมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. (เน้นบทบาทการทหารในสมัยธนบุรี)
ฐานข้อมูลนามานุกรมวรรณคดีไทย. (ออนไลน์). พระยาราชวังสัน. สืบค้นจาก: http://www.sac.or.th (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร).
ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. (2503). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
ธีรชัย ธนาเศรษฐ. (2545). เปิดปูมมุสลิมในเมืองไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธีรชัย.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2529). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
พลับพลึง มูลศิลป์. (2523). ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐมลายูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.
มัสยิดต้นสน. (2545). ประวัติมัสยิดต้นสนและสังเขปประวัติขุนนางมุสลิมในสยาม. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการมัสยิดต้นสน. (ข้อมูลระบุตำแหน่งที่ฝังศพและลำดับญาติ)
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์และการเมืองไทย. (ข้อมูลเกี่ยวกับขุนนางมุสลิมในสมัยธนบุรี).
สุเทพ สุนทรเภสัช. (2548). อิสลามในประเทศไทย: มุมมองทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารรัชกาลที่ 1: จดหมายเหตุรายวันทัพสมัยต้นรัตนโกสินทร์.
รวมรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela


