top of page

พนม-สุรินทร์: ร่องรอยแรก “เรืออาหรับ” บนแผ่นดินทวารดี

  • รูปภาพนักเขียน: ชัชวาล อรวัฒนะกุล
    ชัชวาล อรวัฒนะกุล
  • 14 พ.ย.
  • ยาว 1 นาที
ree

1,200 ปีแห่งความลับที่เปิดเผยบทบาทของ “พ่อค้ามุสลิม”บนเส้นทางสายไหมทางทะเลสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


เรื่องราวเริ่มต้นจากการค้นพบโดยบังเอิญ

 

เรื่องราวของเรือโบราณลำนี้ถูกค้นพบแบบไม่คาดฝัน โดยผู้ที่พบคือ คุณสุรินทร์และคุณพนม ศรีงามดี สองสามีภรรยาเจ้าของที่ดินใจดี ที่กรมศิลปากรได้ตั้งชื่อเรือว่า "เรือโบราณพนม-สุรินทร์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ทั้งสองท่านและขอบคุณที่บริจาคที่ดินให้รัฐใช้ศึกษา การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556 ในพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งส่วนตัวของท่าน ที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครค่ะ ลองนึกภาพดูนะ จุดที่พบเป็นพื้นที่ลุ่มใกล้ชายทะเล ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าในอดีตเคยเป็นบริเวณปากแม่น้ำท่าจีนโบราณ โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลในปัจจุบันประมาณ 7-8 กิโลเมตรเลยทีเดียว


แล้วเจอได้อย่างไร?


การค้นพบเกิดในขณะที่คุณสุรินทร์และคุณพนมกำลังขุดปรับพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อเตรียมการตามปกติ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบชิ้นส่วนไม้ขนาดใหญ่หลายชิ้นจมอยู่ในชั้นดินเหนียว ได้แก่ กระดูกงูเรือ และ เสากระโดงเรือ เมื่อเห็นว่าชิ้นส่วนไม้มีขนาดใหญ่ผิดปกติและน่าจะเป็นวัตถุโบราณ จึงได้รีบแจ้งไปยังหน่วยงานราชการ

จากนั้นในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556 ทางทีมนักโบราณคดีจากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ก็ได้เข้ามาตรวจสอบและยืนยันในเบื้องต้นว่า เป็นซากเรือโบราณขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบการต่อเรือแปลกตา คือใช้การผูกเย็บไม้เข้าด้วยกัน


รูปที่ 2 เสากระโดง ปลายคด
รูปที่ 2 เสากระโดง ปลายคด

เรือลำนี้มาจากไหน?


จากการศึกษาเพิ่มเติมสันนิษฐานว่าเรือลำนี้จมลงในขณะที่กำลังแล่นกลับออกจากเมืองท่าของทวารวดี เพราะหัวเรือหันไปทางใต้ ซึ่งแสดงว่าเรือกำลังมุ่งหน้าออกจากฝั่งทะเลอ่าวไทย เพื่อจะออกสู่มหาสมุทรอินเดียต่อไป นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าในยุคทวารวดี (เมื่อ 1,200 ปีก่อน) พื้นที่แถบนี้มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับโลกภายนอก โดยเฉพาะชาวอาหรับ/มุสลิม ที่เข้ามาทำการค้าอย่างคึกคักบนเส้นทางสายไหมทางทะเลนั่นเอง

รูปที่ 3 ยึดรอยต่อไม้ด้วยการเย็บ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเรืออาหรับ
รูปที่ 3 ยึดรอยต่อไม้ด้วยการเย็บ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเรืออาหรับ

ถอดรหัส "ความเป็นอาหรับ" ของเรือ


พนม-สุรินทร์เป็นเรือขนาดใหญ่ ความยาวรวมประมาณ 28-35 เมตร หลังจากยืนยันอายุเรือแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ เรือลำนี้มาจากไหน? คำตอบที่ทำให้นักโบราณคดีตื่นเต้นมากคือ มันมาจากตะวันออกกลาง!

  • เทคนิคการต่อเรือที่ไม่เหมือนใคร: โดยปกติแล้วเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้วิธีต่อแบบอื่น แต่เรือพนม-สุรินทร์ใช้วิธี "การผูกเย็บไม้เปลือกเรือ" (Sewn-plank technique) คือใช้เชือกใยพืชผูกแผ่นไม้เข้าด้วยกันแทนการใช้ตะปูหรือเดือย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ เรือดาว (Dhow) หรือเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ของ ชาวอาหรับ/เปอร์เซีย ที่แล่นอยู่ในมหาสมุทรอินเดียมานับพันปีเลย


  • สร้างที่นี่...แต่เทคโนโลยีจากโน่น: ถึงแม้เทคนิคการต่อจะมาจากตะวันออกกลาง แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อไม้ที่ใช้สร้างเรือ กลับพบว่าเป็น ไม้ท้องถิ่น ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ไม้ตะเคียน) ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เรือลำนี้อาจถูก ต่อขึ้นหรือซ่อมแซมใหญ่ โดยพ่อค้าอาหรับในอู่ต่อเรือแถบนี้ โดยนำความรู้การต่อเรือของตัวเองเข้ามาด้วย


รูปที่ 4 ใช้เชือกยึดไม้เปลือกเรือตลอดทั้งลำ
รูปที่ 4 ใช้เชือกยึดไม้เปลือกเรือตลอดทั้งลำ

การเปรียบเทียบกับเรือร่วมสมัย

“เรือพนม-สุรินทร์” มีลักษณะร่วมกับ “เรือจมเบลลิตุง” (Belitung Shipwreck) ที่พบในอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคนิคเย็บด้วยเชือกเหมือนกัน เป็นเรืออาหรับโบราณที่มีอายุใกล้เคียงกันเลย แต่เรือพนม-สุรินทร์มีขนาดใหญ่กว่า และวัสดุที่ใช้มาจากท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าการเดินเรือของชาวอาหรับในภูมิภาคนี้ไม่ได้มีเพียงลำเดียว


พนม-สุรินทร์: จุดเชื่อมต่อในเส้นทางสายไหมทางทะเล


นี่คือส่วนที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของเรือลำนี้ต่อประวัติศาสตร์โลก เรือพนม-สุรินทร์แล่นอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 ซึ่งเป็นยุคที่ "เส้นทางสายไหมทางทะเล" กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด โดยมีอาณาจักรมุสลิม (อับบาสิยะห์) เป็นผู้ครองอำนาจทางการค้าในมหาสมุทรอินเดีย และมี ราชวงศ์ถังของจีนเป็นแหล่งสินค้าสำคัญ


โบราณวัตถุที่จมอยู่กับเรือคือ หลักฐานชั้นยอด ที่ยืนยันเครือข่ายการค้านี้


  • หลักฐานจากตะวันออกกลาง (มุสลิม): สิ่งที่บ่งชี้ชัดเจนที่สุดคือ ไหทรงตอร์ปิโด (Torpedo Jars) ภาชนะดินเผาทรงยาวที่มีแหล่งผลิตหลักมาจากเมืองท่าสำคัญของอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย (เช่น เมืองซีรอฟ) ใช้บรรจุน้ำมันหรือสินค้าเหลว นอกจากนี้ การพบชิ้นส่วนภาชนะที่มี อักษรปาห์ลาวี และอักษรอาหรับ ยิ่งตอกย้ำว่าเรือนี้คือพาหนะของพ่อค้ามุสลิม

  • สินค้าจากจีน: พบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ที่พ่อค้าอาหรับนิยมขนไปขายยังโลกตะวันตก แสดงว่าเรือลำนี้เพิ่งเดินทางกลับจากจีน (หรือกำลังมุ่งหน้าไป) และแวะมาค้าขายในทวารวดี

  • สินค้าจากทวารวดี (ท้องถิ่น): การพบ เมล็ดหมาก, ลูกมะพร้าว, ลูกตาล และภาชนะดินเผาทรง ทวารวดี บ่งชี้ว่าเรือได้บรรทุกสินค้าท้องถิ่นเหล่านี้ขึ้นเรือแล้ว ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่มีราคาสูงสำหรับตลาดตะวันตก และเตรียมพร้อมจะออกเดินทางกลับ


รูปที่ 5 ไหทรงตอร์ปิโด พบจากแหล่งเรือพนมสุรินทร์ จัดแสดงในนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อ พ.ศ.2561
รูปที่ 5 ไหทรงตอร์ปิโด พบจากแหล่งเรือพนมสุรินทร์ จัดแสดงในนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อ พ.ศ.2561

บทบาทของเมืองท่าทวารวดี


การที่เรืออาหรับขนาดใหญ่นี้มาจมอยู่ใกล้ปากแม่น้ำท่าจีนในอดีตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันแสดงให้เห็นว่า อาณาจักรทวารวดีในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงรัฐเกษตรกรรม แต่เป็นเมืองท่าสำคัญระดับนานาชาติ ที่มีศักยภาพในการต้อนรับและติดต่อค้าขายกับเรือเดินสมุทรจากต่างแดนได้อย่างจริงจัง เป็นจุดแวะพักสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันตก (อาหรับ/อินเดีย) กับจีน




รูปที่ 6 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียวแกมผ้า แต่ปัจจุบันน้ำเคลือบกลายเป็นสีดำ
รูปที่ 6 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียวแกมผ้า แต่ปัจจุบันน้ำเคลือบกลายเป็นสีดำ

การค้นพบเรือพนม-สุรินทร์จึงเป็นเสมือน "จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ" ที่ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า การเข้ามาของชาวอาหรับ/มุสลิม เพื่อค้าขายในดินแดนแถบนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้ายุคสุโขทัยและอยุธยาเป็นพันปี

รูปที่ 7 ภาชนะที่พบจากการขุดค้นเรือโบราณพนม-สุรินทร์
รูปที่ 7 ภาชนะที่พบจากการขุดค้นเรือโบราณพนม-สุรินทร์


บทสรุป


เรือโบราณพนม-สุรินทร์ จึงเป็นมากกว่าซากเรือที่จมในบ่อกุ้ง มันคือ ไทม์แคปซูล ที่บรรจุความลับ 1,200 ปีของการค้าข้ามทวีป และเปิดเผยบทบาทของพ่อค้ามุสลิมในฐานะผู้บุกเบิกเส้นทางการค้าโลกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยมีความลึกซึ้งขึ้น แต่ยังตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ในฐานะจุดเชื่อมต่ออารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคโบราณนั่นเอง


บรรณาธิการอ้างอิง


  1. กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). การศึกษาเรือโบราณพนมสุรินทร์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร. เข้าถึงเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.finearts.go.th/promotion/view/7476

  2. กรมศิลปากร. (2564, 28 ธันวาคม). โครงการศึกษาทางโบราณคดีแหล่งเรือโบราณพนมสุรินทร์ ปีงบประมาณ 2564. เข้าถึงเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.finearts.go.th/storage/contents/2021/08/detail_file/5f38f14d3fce4aa9c7c2b69fMBNsTA70D18Jx6bUaOk2P.pdf

  3. กรมศิลปากร. (2567, 6 เมษายน). แหล่งเรือโบราณ พนมสุรินทร์. เข้าถึงเมื่อ10 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.finearts.go.th/uploads/tinymce/source/1/01main-news/dw/arnurak67/4-1-1.pdf

  4. กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. (2560, 20 ธันวาคม). เรือโบราณพนม-สุรินทร์ เก่าแก่ที่สุดในไทยและอุษาคเนย์. ศิลปวัฒนธรรม. เข้าถึงเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_13859

  5. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (ม.ป.ป.). เรือพนมสุรินทร์. เข้าถึงเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568, จาก https://archaeology.sac.or.th/archaeology/270

  6. สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย. (2560, 24 กรกฎาคม). ...เรือโบราณพนม-สุรินทร์ ร่องรอยประวัติศาสตร์การค้าทางทะเล อุษาคเนย์-อาหรับ เมื่อ ๑,๒๐๐ ปีที่แล้ว… [รูปภาพชุด]. Facebook. https://www.facebook.com/photofbid=1294397664343955&set=pcb.1294397841010604

 
 

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อเรา

แนะนำข้อมูล

สนับสนุนโครงการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย

  • Line
  • Facebook

อัตราโฆษณา

  • โฆษณาหน้าหลัก (Line)

  • โฆษณาใน Video

  • โฆษณาในบทความ

บริจาคสิ่งของประวัติศาสตร์

บริจาคภาพประวัติศาสตร์

เสนอบทความ

logo-bgW_edited.png

447 ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600

©2025.ลิขสิทธิ์ของ หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย พัฒนาโดย ทีมคุณฟาอิ๊ก

bottom of page