top of page

เหตุใดพระนเรศวรจึงทรงวางหัวใจของอยุธยาไว้ที่ 'ทุ่งแก้ว'ย้อนรอยบทบาทมุสลิมในมหาสงครามกู้เอกราช

  • รูปภาพนักเขียน: ชัชวาล อรวัฒนะกุล
    ชัชวาล อรวัฒนะกุล
  • 4 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ภายใต้เงาไม้ร่มรื่นของวัดวาอารามกลางกรุงศรีอยุธยา ในยุคที่เสียงศาสตรากระทบกันจากศึกสงครามไม่เคยเงียบหาย หากเราลองเงี่ยหูฟังดีๆ จะพบว่ามีอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนผ่านลำน้ำเจ้าพระยามาอย่างยาวนาน นั่นคือเสียงอาซานอันสงบนิ่งจากย่าน “ทุ่งแก้ว” แผ่นดินที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมอบให้ด้วยความไว้วางใจ เพื่อให้ที่นี่เป็นฐานกำลังสำคัญที่หลอมรวมนักรบต่างแดนและพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดไทยอย่างเต็มภาคภูมิ


เจาะลึกยุทธศาสตร์ "ทุ่งแก้ว-คลองตะเคียน": ปราการด่านแรกแห่งอโยธยา


ตำแหน่งคลองตะเคียน: แผนที่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์
ตำแหน่งคลองตะเคียน: แผนที่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์

ชัยภูมิ "คอขวด" ที่ใครจะผ่านต้องคิดหนัก


หากลองกางแผนที่เกาะเมืองอยุธยาดู จะเห็นว่า คลองตะเคียน (ทุ่งแก้ว) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลมาจากอ่าวไทยพอดี ดังนั้นเรือทุกลำ ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้าหรือเรือรบของข้าศึก (อย่างพม่าที่อ้อมมาทางใต้ หรือพวกโจรสลัด) จะต้องผ่านด่านนี้ก่อนจะเข้าถึงตัวเมืองเสมอ

  • หน่วยระวังภัยหน้าด่าน: การให้ชาวมุสลิมตั้งรกรากที่นี่เปรียบเสมือนการวาง “เซนเซอร์” ที่ไวสุดๆ เพราะพี่น้องมุสลิมในย่านนี้เชี่ยวชาญการเดินเรือทะเลลึกมาก เลยแยกแยะได้ทันทีว่าเรือลำไหนมาดี ลำไหนมาร้าย

  • ทางลัดตัดผ่านคลอง: คลองตะเคียนไม่ได้อยู่โดด ๆ นะคะ แต่เชื่อมต่อกับคลองสายอื่น ๆ รอบเกาะเมือง ทำให้ทหารอาสาในทุ่งแก้วสามารถ “ส่งข่าว” หรือ “เคลื่อนพล” ไปยังจุดปะทะได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว



"กองอาสาจาม" และความเชี่ยวชาญปืนไฟ


ในยุคพระนเรศวร ปืนไฟถือเป็นอาวุธที่ทันสมัยมากในตอนนั้น ซึ่งพี่น้องมุสลิมที่อาศัยในทุ่งแก้วมีจุดแข็งที่ช่วยอุดช่องโหว่ของทัพสยามได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ

  • การซ่อมบำรุงและผลิต: ชาวจามและมุสลิมเปอร์เซียมีความรู้เรื่องการผสมดินปืนและการหล่อโลหะ ทุ่งแก้วในตอนนั้นเลยไม่ได้เป็นแค่บ้านพักเฉยๆ แต่เป็นเหมือน “นิคมอุตสาหกรรมการทหาร” ขนาดย่อมๆ ที่คอยสนับสนุนอาวุธให้กองทัพหลวงด้วย

  • เทคนิคการรบแบบ "กองโจรทางเรือ": ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นทุ่งสลับคลอง ทำให้ชาวมุสลิมที่นี่ชำนาญการรบแบบใช้เรือพายขนาดเล็กเข้าซุ่มโจมตีเรือใหญ่ของข้าศึกในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดใช้เพื่อตัดกำลังศัตรูให้ได้ผลที่สุด


สมเด็จพระนเรศวรทรงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงภาพผลงานของพระวิทยประจง
สมเด็จพระนเรศวรทรงปืนข้ามแม่น้ำสะโตงภาพผลงานของพระวิทยประจง

กุศโลบาย "เกลือจิ้มเกลือ" (Counter-Strategy)


สมัยนั้นทางฝั่งพม่าเองก็มีทหารอาสาต่างชาติเก่งๆ มาร่วมรบเหมือนกัน (อย่างโปรตุเกสหรือกลุ่มมุสลิมบางกลุ่ม)

  • กำแพงมนุษย์: การที่สมเด็จพระนเรศวรทรงมอบที่ดินทุ่งแก้วให้กลุ่มมุสลิมที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ก็เพื่อสร้าง “เกราะป้องกัน” ที่มีความสามารถทัดเทียมกับนักรบรับจ้างของฝั่งข้าศึกนั่นเอง

  • ความผูกพันทางศาสนา: การอนุญาตให้สร้างมัสยิดและประกอบพิธีกรรมได้อย่างอิสระในทุ่งแก้ว คือการสร้าง “บ้าน” ให้กับพวกเขา เมื่อข้าศึกมาประชิด นักรบเหล่านี้จึงไม่ได้สู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่สู้เพื่อปกป้องครอบครัวและศาสนสถานของตัวเองที่พระองค์ทรงให้เกียรติคุ้มครองมาตลอด


กองอาสาจาม: นักรบเดนตายและเขี้ยวเล็บแห่งลำน้ำ

 

หากจะพูดถึงกลุ่มทหารอาสาที่สนิทสนมและได้รับความไว้วางใจจากพระองค์มากที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ “กองอาสาจาม” อยู่ด้วยเสมอ ชาวจามกลุ่มนี้คือพี่น้องมุสลิมที่อพยพมาจากอาณาจักรจามปา เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้รับจัดสรรให้มาพักอาศัยอยู่ที่ทุ่งแก้ว ริมคลองตะเคียนแห่งนี้นี่เอง

 

ความเชี่ยวชาญที่หาตัวจับยาก: "นักล่าในสายน้ำ"


ทักษะที่ทำให้โดดเด่นในกองทัพ


ภาพหอกซัด "หอกซัด อายุอยู่ในช่วงอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ "ถูกพบในเขต จังหวัดนครสวรรค์เป็นลักษณะหอกซัดที่ใช้ประจำการในกองทัพสยามโบราณ
ภาพหอกซัด "หอกซัด อายุอยู่ในช่วงอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ "ถูกพบในเขต จังหวัดนครสวรรค์เป็นลักษณะหอกซัดที่ใช้ประจำการในกองทัพสยามโบราณ

  • การรบด้วยหอกซัด (Javelin): อาวุธที่ชาวจามถนัดที่สุดคือหอกสั้น พวกเขาสามารถซัดหอกได้แม่นยำมากแม้เรือจะกำลังโคลงเคลง ซึ่งเป็นทักษะที่ขึ้นชื่อสุดๆ ในการรบทางเรือ

  • การรบแบบ "กองโจรทางน้ำ": ในช่วงที่ข้าศึกมาล้อมเมือง กองอาสาจามจะใช้เรือเร็วลอบเข้าไปโจมตีค่ายริมน้ำของข้าศึกในตอนกลางคืน สร้างความปั่นป่วนและตัดกำลังบำรุงของศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • นักรบหน้าด่านคู่พระทัย ในพงศาวดารมักจะกล่าวถึงกองทัพหน้าที่มีกองอาสาจามรวมอยู่ด้วยเสมอ

  • ภารกิจเสี่ยงตาย: ด้วยความที่เป็นกลุ่มคนที่ขึ้นตรงต่อพระองค์เพียงผู้เดียว สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงใช้พวกเขาในภารกิจที่ต้องใช้ความเด็ดขาดและกล้าหาญ เช่น การบุกทำลายค่ายหลวงของข้าศึก หรือการเป็นหน่วยคอยระวังหลังในช่วงที่ต้องถอยทัพ

  • กตัญญูด้วยชีวิต: สำหรับชาวจามแล้ว บนแผ่นดินทุ่งแก้ว ความกตัญญูตามหลักศาสนาประกอบกับน้ำพระทัยของพระองค์ เปลี่ยนให้นักรบพลัดถิ่นกลายเป็น "เกราะมนุษย์" ที่พร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องราชบัลลังก์อย่างแท้จริง

  • สายสัมพันธ์ "ใจซื้อใจ" และมรดกทางทหาร ความผูกพันนี้ยังส่งผลถึงโครงสร้างทางทหารของอยุธยาในระยะยาวด้วย

  • ตำแหน่งขุนนาง: ผู้นำชาวจามในทุ่งแก้วมักได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวง" หรือ "ขุน" ในสังกัดอาสาจามขวาและอาสาจามซ้าย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและฝึกทหาร

  • มัสยิดในสมรภูมิ: มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า แม้ในยามศึกสงคราม สมเด็จพระนเรศวรทรงอนุญาตให้กองทหารมุสลิมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ตามความเหมาะสม สิ่งนี้เองที่ "ซื้อใจ" นักรบทุ่งแก้วได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนพวกเขาเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งและซื่อสัตย์ที่สุดในยุคนั้น


ฉากทัศน์แห่งศรัทธา: กองเรืออาสาจามมุ่งสู่สมรภูมิ


ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมลำน้ำ คลองตะเคียน บรรยากาศในย่านทุ่งแก้ว กลับไม่ได้เงียบสงบเหมือนเช่นทุกวัน เสียงฝีพายกระทบน้ำจังหวะหนักแน่นดังสอดประสานไปกับเสียงจัดเตรียมศาสตราอาวุธ กองเรืออาสาจามในชุดเครื่องทรงนักรบสีเข้มกำลังเคลื่อนตัวออกจากคุ้งน้ำมุ่งหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเข้าสมทบกับกองทัพหลวงของสมเด็จพระนเรศวร


เมื่อกองเรือพ้นปากคลองตะเคียนเข้าสู่แม่น้ำใหญ่ ธงสัญลักษณ์ประจำกองอาสาจามก็โบกสะบัดเคียงคู่ไปกับธงทัพหลวง การเคลื่อนพลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทำตามคำสั่ง แต่มันคือการแสดงให้เห็นว่า "ศรัทธาจากทุ่งแก้ว" ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "พระนเรศวร" อย่างสมบูรณ์ เป็นภาพที่ตราตรึงและบอกเล่าถึงนิยามของความภักดีที่ไม่มีกำแพงเรื่องเชื้อชาติมาขวางกั้นจริง ๆ



จากคมดาบสู่คันชั่ง:ท่านเฉกอะหมัดกับยุทธศาสตร์ค้ำจุนราชอาณาจักร

 

ภาพวาดเฉกอะหมัด
ภาพวาดเฉกอะหมัด

ในขณะที่กองเรืออาสาจามกำลังเร่งฝีพายกุมหอกออกไปทำหน้าที่เป็น “รั้วของชาติ” อย่างเข้มแข็ง อีกด้านหนึ่งของย่านทุ่งแก้วและคลองตะเคียน ก็มีภาพวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปแต่มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ

นั่นคือภาพของเหล่าพ่อค้าและนักปราชญ์มุสลิมที่ไม่ได้ใช้เพียงกำลังกาย แต่กำลังใช้สติปัญญาและเครือข่ายการค้าข้ามมหาสมุทรเพื่อค้ำจุนเสถียรภาพของบ้านเมือง และบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ยุคนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “ท่านเฉกอะหมัด” (Sheikh Ahmad Qumi) นั่นเอง


พ่อค้าผู้มั่งคั่งสู่เสนาบดีผู้ปราดเปรื่อง


ท่านเฉกอะหมัด นักเดินทางชาวเปอร์เซียจากเมืองกุม (Qum) ได้เข้ามาปักหลักสร้างฐานะในย่านทุ่งแก้วช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรฯ  ท่านไม่ได้นำมาเพียงสินค้าสวยๆ อย่างผ้าไหม เครื่องเทศ หรืออัญมณีล้ำค่าเท่านั้น แต่ยังนำเอา “ระบบการจัดการการค้า” และ “ศิลปะการทูต” ระดับสากลมาสู่ราชสำนักสยามด้วย

  • เครือข่ายมุสลิมสายการค้า (The Muslim Trade Network): ในยามที่บ้านเมืองต้องทำศึก ทรัพยากรและงบประมาณคือหัวใจสำคัญเลย ท่านเฉกอะหมัดได้ใช้คอนเนกชันกับพ่อค้ามุสลิมแถบอ่าวเบงกอลและคาบสมุทรอาหรับ ช่วยเชื่อมโยงให้อยุธยาสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นและอาวุธจากทางตะวันตกได้ง่ายขึ้นมาก

  • การวางรากฐานเศรษฐกิจยามศึก: หากกองอาสาจามคือ “โล่” ที่คอยกันศัตรู ท่านเฉกอะหมัดและกลุ่มพ่อค้าในทุ่งแก้วก็คือ “เสบียง” และ “คลังมหาสมบัติ” ค่ะ ที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของอยุธยาไม่ล้มครืนแม้จะอยู่ในภาวะสงคราม ด้วยความเก่งกาจในการบริหารจัดการภาษีและการค้าระหว่างประเทศ (กรมท่าขวา) ทำให้ท่านได้รับความไว้วางใจอย่างสูงที่สุดในเวลาต่อมา

ภาพวาดจำลองบรรยากาศการค้าสมัยอยุธยา
ภาพวาดจำลองบรรยากาศการค้าสมัยอยุธยา

ทุ่งแก้ว: แผ่นดินที่ถักทอด้วยศรัทธาและความภักดี


เรื่องราวของพี่น้องมุสลิมย่านทุ่งแก้วจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของผู้อพยพที่เข้ามาพึ่งพิง แต่คือเรื่องราวของ “พลเมืองผู้ร่วมชะตากรรม” ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสยามด้วยความภักดี ความแข็งแกร่งของอยุธยาในยุคนั้นจึงไม่ได้มาจากอาวุธที่ทันสมัยเท่านั้น แต่มาจาก “น้ำพระทัย” ที่เปิดกว้างและให้เกียรติในความแตกต่างอย่างเท่าเทียม

นี่คือข้อพิสูจน์ที่มีลมหายใจว่า เมื่อผู้นำปกครองด้วยความยุติธรรมและเมตตา ราษฎรทุกคนไม่ว่าจะถือศรัทธาใด ย่อมพร้อมใจกันถวายชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินที่พวกเขาเรียกว่า “บ้าน” ให้เป็นปึกแผ่นสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน


บรรณานุกรมและแหล่งอ้างอิง


  1. กนกวรรณ โสภณวัฒนวิจิตร. (2561). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ยิปซี.

  2. กรมศิลปากร. (2542). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.

  3. จิตติมา พิศาภาค. (2545). มุสลิมในกรุงศรีอยุธยา.

  4. ตรี อมาตยกุล. (2509). เฉกอะหมัด : ต้นสกุลบุนนาค. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม.

  5. ทวีศักดิ์ เผือกสม. (2546). คนแปลกหน้าในเมืองไทย: ประวัติศาสตร์ของคนนอกในสังคมสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน.

  6. พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ. (2547). เล่าเรื่อง...สมเด็จพระนเรศวรมหาราช. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.

  7. พิทยะ ศรีวัฒนสาร. (2554). อาสาจาม: พลรบทางเรือคู่พระทัยกษัตริย์อยุธยา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_53482

  8. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. (2554). นามานุกรมประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.

  9. วรวุฒิ สุคนธกนิษฐ์. (2562). การจัดการที่ดินและชุมชนต่างชาติในสมัยอยุธยา: กรณีศึกษาทุ่งแก้วและทุ่งหันตรา. วารสารประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม.

  10. สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2549). อยุธยา ยศยิ่งฟ้า. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

  11. สุภลักษณ์ ตันติวัฒนากุล. (2560). รอยอดีตมุสลิมในสยาม: จากทุ่งแก้วสู่มหานคร.

  12. สุดารา สุจฉายา (บรรณาธิการ). (2543). อยุธยา: ศิลปะและประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สารคดี.

  13. เอกชัย ยรรยงเวโรจน์. (2563). กองอาสาต่างชาติในกองทัพอยุธยา: บทบาททางการทหารและยุทธศาสตร์.

 
 

เกี่ยวกับเรา

ติดต่อเรา

แนะนำข้อมูล

สนับสนุนโครงการหอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย

  • Line
  • Facebook

อัตราโฆษณา

  • โฆษณาหน้าหลัก (Line)

  • โฆษณาใน Video

  • โฆษณาในบทความ

บริจาคสิ่งของประวัติศาสตร์

บริจาคภาพประวัติศาสตร์

เสนอบทความ

logo-bgW_edited.png

447 ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600

©2025.ลิขสิทธิ์ของ หอประวัติศาสตร์มุสลิมไทย พัฒนาโดย ทีมคุณฟาอิ๊ก

bottom of page