"เปิดตำนาน 'สิงขระ' อาณาจักรที่โลกเคยตะลึง: ย้อนรอยสุลต่านสุไลมาน ชาห์ จอมคนมุสลิมผู้ท้าทายอยุธยา"
- 7 เม.ย.
- ยาว 3 นาที

จอมคนเหนือคาบสมุทร และปฐมบทขุนนางมุสลิมสยาม

ในหน้าประวัติศาสตร์หัวเมืองภาคใต้ของไทย ชื่อของ "สุลต่านสุไลมาน ชาห์" (Sultan Sulaiman Shah) ไม่ได้เป็นเพียงตำนานท้องถิ่นที่เล่าขานกันในหมู่ชาวสงขลาเท่านั้น แต่ท่านคือบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าหน้ากาลเวลาในพุทธศตวรรษที่ 22 เปลี่ยนจากเมืองท่าเล็กๆ ให้กลายเป็นอาณาจักรทางทะเลที่มั่งคั่งและมีอำนาจต่อรองในระดับสากล
ในช่วงเวลาที่กระแสการค้าโลก (Age of Commerce) กำลังถาโถมเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สุลต่านสุไลมานไม่ได้เป็นเพียงผู้ปกครองเมือง แต่ท่านคือนักยุทธศาสตร์ที่มองเห็นโอกาสท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์ของมหาอำนาจตะวันตก ทั้งดัตช์ อังกฤษ และโปรตุเกส ท่านสถาปนา "อาณาจักรสงขลาที่หัวเขาแดง" ให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าสำคัญอย่างพริกไทยจนชื่อ "Singora" ปรากฏอยู่ในแผนที่เดินเรือทั่วโลก และที่สำคัญที่สุด... ท่านคือ "ต้นสายธารแห่งศรัทธาและความจงรักภักดี" ของตระกูลขุนนางมุสลิมสำคัญหลายสายในสยามที่รับใช้แผ่นดินไทยมานานหลายศตวรรษ

1. จากสายหมอกแห่งชวาและเปอร์เซีย สู่ปากน้ำสงขลา: ปฐมบทแห่งสิงขระ
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 (ราว พ.ศ. 2145-2153) ซึ่งตรงกับรัชสมัย สมเด็จพระเอกาทศรถ แห่งกรุงศรีอยุธยา หน้าประวัติศาสตร์คาบสมุทรมลายูได้บันทึกถึงการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่งที่ชื่อว่า ดาโต๊ะ โมกอล (Dato Moghal) ท่านไม่ใช่ผู้อพยพที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ท่านคือคหบดีมุสลิมผู้มั่งคั่งเชื้อสายเปอร์เซียที่ล่องเรือมาจากเกาะชวา (บาตาเวีย) เพื่อขยายอาณาจักรทางธุรกิจข้ามมหาสมุทร ซึ่งในยุคนั้นชาวมุสลิมสายเปอร์เซียถือว่ามีอิทธิพลและบารมีสูงมากทั้งในราชสำนักอยุธยาและตามเมืองท่าชายทะเล

ชัยภูมิยุทธศาสตร์ "หัวเขาแดง": ปราการหินและท่าเรือน้ำลึก ด้วยสายตาที่เฉียบคมของนักเดินเรือและนักยุทธศาสตร์ตัวจริง ดาโต๊ะ โมกอล ไม่ได้เลือกตั้งรกรากแบบสุ่มๆ แต่ท่านเลือกปักหมุดสร้างเมืองบริเวณ "หัวเขาแดง" (ฝั่งสิงหนครในปัจจุบัน) ซึ่งในเชิงภูมิศาสตร์ถือเป็น "ทำเลทอง" ที่หาได้ยากยิ่งในยุคนั้น:
ปราการธรรมชาติสุดแกร่ง: ทิศตะวันตกและทิศเหนือถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินแกรนิต (เขาแดงและเขาน้อย) ที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงยักษ์ช่วยกำบังลมมรสุม แถมยังใช้เป็นหอคอยเฝ้าระวังภัยทางทะเลได้อย่างดีเยี่ยม ใครจะเข้าจะออกเมืองท่านเห็นหมดค่ะ
ร่องน้ำลึกสเปกพรีเมียม: ปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาจุดนี้มีกระแสน้ำแรงและลึกพอที่เรือกำปั่นขนาดใหญ่จากยุโรปหรืออาณาจักรโมกุลจะแล่นเข้ามาเทียบท่าได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายลำเรือกลางทะเลให้เหนื่อยเลย
จุดแวะพักเสบียงชั้นเลิศ: ที่นี่มีแหล่งน้ำจืดอุดมสมบูรณ์และอยู่ใกล้เส้นทางบกที่สามารถลำเลียงสินค้าจากหัวเมืองมลายูตอนบนมาได้ง่ายๆ เรียกว่าครบเครื่องเรื่อง Logistics จริงๆ
ปากรอ(สิงหนคร) จุดพักรอของเรือสินค้าในอดีต
การรับรองจากราชสำนัก: "เจ้าเมือง" ในระเบียบสยาม ความน่าสนใจที่แสดงถึงความฉลาดทางการเมืองของดาโต๊ะ โมกอล คือท่านไม่ได้ตั้งตัวเป็นอิสระแบบปุบปับ แต่ท่านใช้นโยบายทางการทูตที่นุ่มนวลโดยการเข้าเฝ้าถวายบังคมสมเด็จพระเอกาทศรถเพื่อขอพระบรมราชานุญาตตั้งเมืองและดูแลการค้าพริกไทย
ซึ่งทางอยุธยาเองก็กำลังมองหา "คนเก่ง" มาช่วยคุมสงขลาให้เป็น "เมืองหน้าด่าน" (Outpost) เพื่อคานอำนาจกับปัตตานีและดูแลความสงบในคาบสมุทรพอดี ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงหรือผู้ปกครองเมือง (Governor) โดยมีสิทธิ์บริหารจัดการภาษีและสร้างป้อมปราการป้องกันโจรสลัดได้อย่างเต็มที่ รากฐานที่แข็งแกร่งและถูกกฎหมายนี้เอง ที่ถูกส่งต่อมายังบุตรชายของท่านนั่นคือ สุไลมาน ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น "สุลต่าน" คนแรกที่สถาปนาอาณาจักรสงขลาให้เกรียงไกรจนโลกต้องจารึก
2. สถาปนาอาณาจักร "สิงขระ" และวิทยาการป้อมปราการ: รัฐการค้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีระดับโลก
เมื่อสุไลมานก้าวขึ้นมารับไม้ต่อจากคุณพ่อในปี พ.ศ. 2163 ท่านไม่ได้แค่อยากเป็น "เจ้าเมือง" ทั่วไป แต่ท่านมีภารกิจใหญ่คือการยกระดับสงขลาจากเมืองท่าในอาวาทิตของอยุธยา ให้กลายเป็น "รัฐการค้า" (Trading State) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู โดยมี "สูตรลับ" แห่งความสำเร็จอยู่ 2 ส่วน คือ ความรวยจากสินค้าผูกขาด และระบบป้องกันเมืองที่ล้ำหน้าจนโลกต้องตะลึง

ขุมทรัพย์แห่งสิงขระ: "ทองคำสีดำ" ที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง ในยุคนั้น "พริกไทย" ไม่ได้เป็นแค่เครื่องเทศ แต่มันคือ "ทองคำสีดำ" ที่มหาอำนาจตะวันตกอย่าง ฮอลันดาและอังกฤษ ยอมลงเรือมาไกลค่อนโลกเพื่อแย่งชิงกันสุลต่านสุไลมานทรงใช้กุศโลบายทางการค้าที่เฉียบแหลมมาก ท่านรวบรวมพริกไทยจากหัวเมืองรอบๆ รวมถึงสินค้าป่าหายากอย่าง งาช้าง ไม้กฤษณา และรังนก มาเก็บไว้ที่คลังสินค้าส่วนกลาง ทำให้สงขลากลายเป็น "จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า" (Entrepôt) ที่สำคัญ พ่อค้าต่างชาติแฮปปี้มาก เพราะมาที่สิงขระที่เดียวได้ของครบ แถมยังสะดวกและปลอดภัยกว่าที่อื่น ส่งผลให้เงินทองไหลมาเทมาจนเมืองมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว ท่านจึงมี "ทุน" มหาศาลไว้สร้างกองทัพและพัฒนาเมืองให้ยิ่งใหญ่

วิศวกรรมป้อมปราการ 17 ป้อม: เขี้ยวเล็บระดับอินเตอร์ แต่ความรวยอย่างเดียวไม่พอ ต้อง "แกร่ง" ด้วย สิ่งที่ทำให้สงขลาในยุคสุลต่านสุไลมานน่าเกรงขามที่สุดคือ "ระบบป้องกันเมืองหัวเขาแดง" ซึ่งนักโบราณคดีวิเคราะห์ว่าเป็นความลงตัวระหว่างภูมิปัญญาพื้นถิ่นและเทคโนโลยีตะวันตกที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น:

แกร่งกว่าด้วยหินสกัด: ป้อมปราการทั้ง 17 ป้อมไม่ได้สร้างจากดินหรือไม้ที่พังง่าย แต่ใช้หินแข็งสกัดเป็นก้อนเหลี่ยมขนาดใหญ่ ก่อด้วยปูนสอตามเทคนิคช่างฝีมือมุสลิมผสมกับเทคโนโลยี Bastion System จากยุโรป เรียกว่าบุกเข้ามานี่เจอกำแพงหินล้วนๆ
จุดยุทธศาสตร์ที่ไร้ช่องโหว่: ป้อมเหล่านี้ถูกวางกระจายตัวตั้งแต่ชายหาดไปจนถึงยอดเขาแดงและแหลมสน เพื่อคุมร่องน้ำเข้า-ออกอย่างเบ็ดเสร็จ แถมยังสามารถยิงประสานกันได้ทุกทิศทาง (Crossfire) ไม่ว่าข้าศึกจะมาทางบกหรือทางทะเลก็รอดยาก
คลังแสงปืนใหญ่ระดับโลก: สุลต่านสุไลมานทรงสั่งหล่อและนำเข้าปืนใหญ่จำนวนมากจากแหล่งผลิตชื่อดังในยุโรปและหัวเมืองใกล้เคียง หนึ่งในนั้นคือ "ปืนใหญ่สงขลา" ที่เลื่องชื่อเรื่องความแม่นยำและพลังทำลายล้าง ปัจจุบันปืนใหญ่บางกระบอกจากยุคนี้ยังถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สำคัญในต่างประเทศ เป็นหลักฐานชั้นดีว่าครั้งหนึ่งสงขลาคือเมืองหน้าด่านที่มี "เขี้ยวเล็บ" คมกริบที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว
3. การประกาศอิสรภาพ: เมื่อ "สัจจะ" อยู่เหนืออำนาจ และการท้าทายราชธานี
ในปี พ.ศ. 2172 หน้าประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาต้องจารึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุจากการชิงอำนาจภายในราชสำนัก ข่าวการผลัดแผ่นดินนี้ล่องลอยไปถึงปากน้ำสงขลา และมันได้กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของสุลต่านสุไลมาน
มิติแห่งความภักดี: "สัจจะที่ไม่อาจเปลี่ยนแปร" สุลต่านสุไลมานและครอบครัวมีความสัมพันธ์อันดีและจงรักภักดีต่อสายเลือดของ สมเด็จพระเอกาทศรถ มาอย่างยาวนาน เมื่อเห็นว่าการขึ้นสู่บัลลังก์ครั้งนี้เป็นการข้ามสายรัชทายาทเดิมที่ท่านนับถือ ท่านจึงมองว่าความชอบธรรมในอำนาจนั้นได้ขาดสะบั้นลง
สำหรับท่านแล้ว... "สัจจะ" คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อท่านไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณให้กับกษัตริย์องค์ใหม่ ท่านจึงตัดสินใจเลือกทางเดินที่กล้าหาญที่สุด คือการก้าวข้ามสถานะ "เมืองเจ้าภาษี" สถาปนาพระองค์เองเป็น "สุลต่านแห่งสงขลา" (Sultan of Singora) เพื่อประกาศให้โลก (และอยุธยา) รู้ว่า ท่านขอตัดขาดจากอำนาจส่วนกลางที่ท่านไม่ได้ศรัทธาอีกต่อไป
ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ: เมื่อความมั่นใจมาพร้อมความมั่งคั่ง แน่นอนว่าการประกาศเอกราชไม่ได้ใช้แค่ความกล้าอย่างเดียว แต่มันมี "แรงหนุน" ที่แข็งแกร่งมากอยู่เบื้องหลัง:
· อำนาจการคุมกระเป๋าสตางค์: สงขลาต้องการสิทธิเด็ดขาดในการจัดเก็บภาษีปากเรือจากเรือสินค้าต่างชาติเองทั้งหมด โดยไม่ต้องส่งส่วนแบ่งเข้าพระคลังสินค้าที่อยุธยา ซึ่งปริมาณเงินมหาศาลนี้เองที่ทำให้ท่านมั่นใจว่าสงขลาจะ "ยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเอง"
· พันธมิตรระดับโลก: การกระชับมิตรกับชาวดัตช์และอังกฤษ ไม่ได้ทำไปเพื่อค้าขายอย่างเดียว แต่มันคือหลักประกันว่าสงขลาจะมี "คลังแสง" ที่ทันสมัย ทั้งปืนไฟและปืนใหญ่ที่เหนือกว่าหัวเมืองอื่นๆ ทำให้เมืองหัวเขาแดงในยุคท่านกลายเป็นรัฐการค้าที่ใครก็ข้ามผ่านไม่ได้
แม้บทสรุปสุดท้าย กองทัพใหญ่ของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะสามารถพิชิตป้อมปราการหัวเขาแดงลงได้ในปี พ.ศ. 2223 แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนก็ยกย่องว่า การยืนหยัดของสุลต่านสุไลมานคือภาพสะท้อนของ "อุดมการณ์ทางการเมือง" ที่ซื่อตรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว
4. มรดกที่ยังมีลมหายใจ: จากป้อมปราการหินสู่สายเลือดขุนนางคู่แผ่นดิน
แม้เสียงปืนใหญ่ที่เคยดังกึกก้องเหนืออ่าวสงขลาจะเงียบหายไปนานกว่า 300 ปี และอาณาจักรที่หัวเขาแดงจะเหลือเพียงซากปรักหักพังให้เราเห็นในวันนี้ แต่น่าอัศจรรย์ใจมากค่ะที่ "จิตวิญญาณ" ของสุลต่านสุไลมานไม่ได้สูญสลายไปตามกำแพงเมืองเลย ลูกหลานของท่านไม่ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ แต่กลับเลือกที่จะใช้ความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญเชิงรบ เข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณบูรพกษัตริย์ไทย จนกลายเป็นตระกูลขุนนางมุสลิมที่ทรงอิทธิพลที่สุดสายหนึ่งในแผ่นดินสยาม
สายเลือดนักรบผู้ซื่อสัตย์: จาก "พระเจ้าสงขลา" สู่ "ขุนนางคู่ใจ" ถ้าจะพูดถึงลูกหลานที่โดดเด่นและเป็นที่รักที่สุด คงหนีไม่พ้น "เจ้าพระยาจักรี (หมุด)" หรือที่คนสมัยนั้นเรียกท่านติดปากว่า "จักรีแขก" ท่านเป็นทหารคู่พระทัยที่ร่วมบุกเบิกกอบกู้เอกราชมาพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเลยทีเดียว ความเก่งกาจในการคุมทัพเรือของท่านนั้นสืบทอดมาจากบรรพบุรุษนักเดินเรืออย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังมี "พระยาราชบังสัน (แม้น)" แม่ทัพเรือผู้คุมกองอาสาจามที่เข้มแข็ง ซึ่งล้วนแต่เป็นกิ่งก้านสาขาที่แตกแขนงมาจากต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อสุไลมานทั้งสิ้น สายเลือดนี้เองค่ะที่พิสูจน์ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า ความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทยนั้นก้าวข้ามผ่านเรื่องของศาสนาและเชื้อชาติได้อย่างงดงามและน่าภาคภูมิใจที่สุด
มักกามแห่งศรัทธา: ประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
ทุกวันนี้ ถ้ามีโอกาสได้ไปเดินเล่นแถวเชิงเขาแดง จังหวัดสงขลา จะพบกับ "มักกาม" หรือสุสานสีขาวสะอาดตาของสุลต่านสุไลมาน ชาห์ ที่ตั้งอยู่อย่างสงบและสง่างาม สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่โบราณสถาน แต่มันคือ "ศูนย์รวมจิตใจ" ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมักแวะเวียนมาแสดงความเคารพ ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าครั้งหนึ่งมุสลิมไทยคือ "ฟันเฟืองสำคัญ" ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนสงขลารุ่งเรืองระดับโลก
บทเรียนจากหัวเขาแดงสอนเราว่า ประวัติศาสตร์อาจจะเปลี่ยนหน้าไป เมืองอาจจะล่มสลายลงได้ตามกาลเวลา แต่ความดีงามและคุณูปการที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้นั้น จะยังคง "มีลมหายใจ" อยู่ในตัวลูกหลานและในความทรงจำของพวกเราทุกคนเสมอ... เหมือนกับที่เรื่องราวของสุลต่านสุไลมานยังคงถูกเล่าขานไม่รู้จบในวันนี้
บรรณานุกรม (References)
· กองแก้ว วีระประจักษ์. (2531). ปืนใหญ่ไทย. กรุงเทพฯ: กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร.
· กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). โบราณสถานป้อมเมืองเก่าสงขลา และสุสานสุลต่านสุไลมาน. สืบค้นจาก http://www.finearts.go.th
· ครรชิต สุขประเสริฐ. (2561). ประวัติศาสตร์การเมืองและการปกครองของเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.
· จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2546). ขุนนางมุสลิมสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
· จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (2551). สายตระกูลสุลต่านสุไลมาน ชาห์ กับบทบาทขุนนางมุสลิมในราชสำนักไทย. ใน วารสารอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
· เชอวาลีเย เดอ โชมงต์. (2546). จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยาม. (สันต์ ท. โกมลบุตร, แปล). กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา.
· เดอะคลาวด์ (The Cloud). (2563). หัวเขาแดง: เมืองเก่าสงขลาที่เคยรุ่งเรืองระดับโลก. สืบค้นจาก https://readthecloud.co
· ถนอม อานามวัฒน์. (2523). ประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. (เพิ่มใหม่: บริบทการปราบดาภิเษกของพระเจ้าปราสาททอง)
· นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2527). ปากไก่และใบเรือ: รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์.
· นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2545). การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: มติชน.
· พรทิพย์ พันธุโกวิท. (2550). การศึกษาระบบป้อมปราการและแผนผังเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง. สงขลา: สำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา.
· ไพโรจน์ เกษแม่นกิจ (แปล). (2515). จดหมายเหตุฟาน ฟลีต (Van Vliet's Historical Account of Siam). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
· รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง และคณะ. (2560). ร่องรอยแห่งอารยธรรม: โบราณคดีเมืองสงขลาเก่า. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.
· ลาลูแบร์, ซิมอง เดอ. (2548). จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์. (สันต์ ท. โกมลบุตร, แปล). กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา.
· วิเชียร ณ สงขลา. (2531). ตระกูล ณ สงขลา และสายสัมพันธ์ขุนนางมุสลิม. สงขลา: หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา.
· ศิลปวัฒนธรรม (Silpa-mag.com). ตามรอย ‘สุลต่านสุไลมาน’ เจ้าเมืองสงขลา สถาปนารัฐอิสระที่หัวเขาแดง. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com
· ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (2561). "พริกไทย ปืนใหญ่ และสุลต่านแห่งหัวเขาแดง". ใน มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นจาก https://www.matichonweekly.com
· ศรีศักร วัลลิโภดม. (2543). สงขลา: เมืองหน้าด่านของสยาม. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.
· สถาบันทักษิณคดีศึกษา. (ม.ป.ป.). ประวัติบุคคลสำคัญ: สุลต่านสุไลมาน ชาห์. สืบค้นจาก http://www.tsu.ac.th/ists
· สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2548). สงขลา: มาจากไหน?. กรุงเทพฯ: มติชน.
· สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. (2534). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงพุทธศตวรรษที่ 25. กรุงเทพฯ: มติชน.
· สุรเชษฎ์ สุนทรอมรกุล. (2562). พงศาวดารเมืองสงขลาและลำดับตระกูลสายสุลต่านสุไลมาน. สงขลา: ศูนย์วิจัยมานุษยวิทยาสิรินธร.
· Andaya, L. Y. (1993). The World of Maluku: Eastern Indonesia in the Early Modern Period. Honolulu: University of Hawaii Press.
· Reid, A. (1993). Southeast Asia in the Age of Commerce, 1450-1680: Volume 2, Expansion and Crisis. New Haven: Yale University Press.
รวบรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela











