วีรบุรุษมุสลิมผู้ให้กำเนิด "ธงแดง" ออกพระศักดิ์สงคราม (เชอร์ลาบี) กับปฐมบทธงชาติไทย
- 15 ม.ค.
- ยาว 2 นาที

ธงชาติไทยผืนแรกที่ชาวโลกยอมรับ ไม่ใช่ธงไตรรงค์ และไม่ใช่ธงช้างเผือก แต่เป็นเพียง "ผ้าสีแดงผืนเดียว” เท่านั้นเอง วันนี้จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปที่ป้อมบางกอก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไปดูนาทีระทึกใจที่เกือบจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และการแก้ปัญหาที่เฉลียวฉลาดของขุนนางท่านหนึ่งที่ชื่อ "ออกพระศักดิ์สงคราม"
"ออกพระศักดิ์สงคราม" ขุนนางมุสลิมเติร์กผู้กุมชะตาหน้าด่านสยาม
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช "เมืองธนบุรี" หรือที่ฝรั่งเรียกกันติดปากว่า "บางกอก" ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่นี่คือ "ด่านตรวจคนเข้าเมือง" และจุดเช็กความมั่นคงที่สำคัญที่สุดเพียงแห่งเดียว เรือทูตหรือเรือสินค้าทุกลำที่จะล่องขึ้นไปถึงอยุธยา จะต้องหยุดตรวจและได้รับอนุญาตจากที่นี่ก่อนเสมอ
ด้วยความที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญขนาดนี้ คนที่จะมาเป็น "เจ้าเมืองบางกอก" จึงต้องเป็นคนที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ใจแบบสุดๆ และคนคนนั้นก็คือ ท่านเชอร์ลาบี (Cherlabi) หรือที่บางบันทึกเรียกว่า "เซเลบี" (Celebi) นั่นเอง

จากมุสลิมเติร์กสู่ขุนนางคู่ใจ
ท่านเชอร์ลาบีเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายเติร์ก (จากอาณาจักรออตโตมัน) ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย ท่านไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อค้าขาย แต่ท่านพกเอา "วิชาความรู้" ระดับโลกติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะด้าน ยุทธศาสตร์ทหารและการสร้างป้อมปราการ ซึ่งชาวออตโตมันในยุคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว
สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็น "ออกพระศักดิ์สงคราม" และมอบหมายภารกิจสุดหิน คือการเป็นผู้รักษา ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (หรือป้อมบางกอก) ซึ่งเป็นปราการด่านแรกที่ต้องรับมือกับมหาอำนาจตะวันตกที่ดาหน้ากันเข้ามาในตอนนั้น

ทำไมต้องเป็น "ออกพระศักดิ์สงคราม" (ท่านเชอร์ลาบี)? หมากเกมที่เหนือชั้นของสมเด็จพระนารายณ์ฯ
การที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเลือกท่านเชอร์ลาบีมาคุม "กุญแจสำคัญ" ของบ้านเมืองอย่างเมืองบางกอกนั้น บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือการวางตัวบุคคลที่ "ถูกที่ ถูกเวลา และถูกความสามารถ" จริงๆ โดยเราสามารถถอดรหัสความเก่งของท่านออกมาได้ 3 ด้านหลักๆ ที่ทำให้ท่านกลายเป็นตำนาน
1. ปรมาจารย์ด้าน "ป้อมและปืน" ถ้าพูดถึงเรื่องวิศวกรรมและการทหารในยุคนั้น ต้องยกให้ชาวเตอร์ก (ออตโตมัน) เป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญเรื่องการหล่อปืนใหญ่และการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ท่านเชอร์ลาบีจึงได้รับมอบหมายให้ดูแล ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ป้อมวิไชเยนทร์) ซึ่งถือเป็นป้อมก่ออิฐถือปูนที่ล้ำสมัยและแข็งแกร่งที่สุดในสยามยุคนั้น เรียกว่าท่านคือ "หัวหน้าวิศวกรและผู้บัญชาการ" ที่ทำให้ด่านแรกของไทยปลอดภัยหายห่วง
2. "คนกลาง" ที่โลกตะวันตกต้องเกรงใจ ลองนึกภาพตาม ในตอนนั้นมหาอำนาจอย่าง ฮอลันดา ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต่างก็พยายามจะเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์ในสยามกันอย่างดุเดือด การจะเอาคนจากชาติใดชาติหนึ่งมาคุมประตูเมืองก็อาจจะดูเอนเอียงไปฝั่งนั้น การใช้ขุนนางมุสลิมอย่างท่านเชอร์ลาบีจึงเป็น "หมากเกมที่ฉลาดมาก" เพราะท่านมีความรู้เท่าทันชั้นเชิงของชาวตะวันตกเป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็มีความจงรักภักดีต่อราชสำนักสยามอย่างเต็มร้อย ท่านจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นดีที่คอยคานอำนาจ ไม่ให้ชาติไหนเข้ามามีอิทธิพลเหนือสยามได้ง่ายๆ
3. นักการทูตผู้มีไหวพริบปฏิภาณ หน้าที่ของท่านเชอร์ลาบีไม่ใช่แค่ยืนเฝ้าป้อมเฉยๆ แต่ท่านต้องคอย "ต้อนรับ" และ "เจรจา" กับกัปตันเรือและราชทูตที่เดินทางมาจากทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนก็พกเอาศักดิ์ศรีและระเบียบวินัยที่เคร่งครัดมาด้วย
ทักษะการทูตที่เหนือชั้นของท่านเห็นได้ชัดที่สุดจากเหตุการณ์ที่เรือฝรั่งเศสมาถึงหน้าป้อม วินาทีที่เกิดความขัดแย้งเรื่อง "ธงฮอลันดา" จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ท่านไม่ได้ตระหนกตกใจ แต่กลับใช้ไหวพริบแก้สถานการณ์ด้วยการสั่งเปลี่ยนธงทันที การตัดสินใจเปลี่ยนจากธงของมหาอำนาจ มาเป็น "ผ้าสีแดงผืนเรียบ" ในวันนั้น ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันคือการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า "ที่นี่คือสยาม และสยามมีศักดิ์ศรีเป็นของตนเอง"

นาทีระทึกใจ ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์: เมื่อศักดิ์ศรีของชาติแขวนอยู่บนยอดเสาธง
เหตุการณ์ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2223 ไม่ใช่แค่การทักทายกันธรรมดาๆ แต่มันคือการทดสอบ "จุดยืน" ของสยามกลางลำน้ำเจ้าพระยาเลยทีเดียว เมื่อเรือรบ เลอโวตูร์ (Le Vautour) ของฝรั่งเศส ล่องเข้ามาประจันหน้ากับ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดสุดๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน
1. ความเข้าใจผิดที่เกือบจะเป็นเรื่องใหญ่
เมื่อเรือฝรั่งเศสมาจอดนิ่งสนิท ทหารสยามในป้อมที่ยังไม่คุ้นกับธรรมเนียมการยิงปืนใหญ่ทักทาย (ยิงสลุต) แบบสากล ก็พยายามจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยการมองหา "ธง" ที่ดูเป็นสากลและฝรั่งน่าจะรู้จัก ทหารบางนายเลยตัดสินใจชัก "ธงฮอลันดา" (ที่มีสีแดง-ขาว-น้ำเงิน) ขึ้นสู่ยอดเสา เพราะคิดว่านี่แหละคือสัญลักษณ์ที่ดูอินเตอร์ที่สุดในตอนนั้น

แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม กัปตันเรือฝรั่งเศสสั่งระงับการยิงสลุตทันที เพราะตอนนั้นฝรั่งเศสกับฮอลันดากำลังรบกันดุเดือดมากในยุโรป การที่สยามชักธงฮอลันดาขึ้นมาทักทายฝรั่งเศส เลยถูกมองว่าเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรู หรือไม่ก็เป็นการฉีกหน้าทูตฝรั่งเศสอย่างรุนแรง สถานการณ์ตอนนั้นเรียกได้ว่าหน้าสิ่วหน้าขวานจริงๆ
2. ไหวพริบของออกพระศักดิ์สงคราม (ท่านเชอร์ลาบี)
ท่ามกลางความเลิ่กลั่กของทหารสยามและความโกรธของฝรั่งเศส ออกพระศักดิ์สงคราม หรือ ท่านเชอร์ลาบี ในฐานะเจ้าเมืองบางกอก ผู้ที่คลุกคลีกับการเมืองโลกมาอย่างดี ก็ก้าวเข้ามาแก้สถานการณ์ ท่านรู้ทันทีว่า "สยามจะยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้" เราต้องมีตัวตนที่เป็นเอกเทศจริง ๆ ท่านเลยสั่งให้ปลดธงฮอลันดาลงทันที และในวินาทีที่บีบคั้นนั้น ท่านมองเห็น "ผ้าสีแดงล้วน" ผืนหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วสีแดงก็เป็นสีที่ทหารสยามใช้เป็นธงสัญญาณในการรบอยู่แล้ว แถมยังเป็นสีที่สื่อถึงพลังอำนาจในวัฒนธรรมเติร์กบ้านเกิดของท่านด้วย ท่านจึงสั่งให้ชักผ้าแดงผืนนั้นขึ้นสู่ยอดเสาธงของป้อมบางกอกแทนเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. เสียงปืนใหญ่ที่ยอมรับความเป็นชาติสยาม
พอกัปตันเรือฝรั่งเศสเห็นธงสีแดงเกลี้ยงสะบัดอยู่บนยอดเสา เขาก็เข้าใจทันทีว่านี่คือสัญลักษณ์ของ "สยาม" ที่ชัดเจนและไม่ขึ้นตรงกับใคร เสียงปืนใหญ่สลุต 21 นัด (หรือตามจำนวนที่บันทึกไว้) จึงดังกึกก้องไปทั่วโค้งน้ำเจ้าพระยา นี่คือเสียงปืนที่ไม่ได้มีไว้แค่ทักทาย แต่มันคือ "การรับรองอธิปไตยของสยาม" เป็นครั้งแรกผ่านผืนผ้าสีแดง และเป็นการประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า นับแต่นี้ไป ถ้าเห็นธงสีแดงที่ไหน นั่นแหละคือพื้นที่และเรือของชาวสยามอย่างแท้จริง

จาก "สีพื้น" สู่ "ริ้วระบาย": เส้นทางความหมายที่เปลี่ยนผ่านสู่ธงไตรรงค์
หลังจากที่ "ธงแดงเกลี้ยง" ของท่านเชอร์ลาบีทำหน้าที่ประกาศศักดิ์ศรีสยามไปทั่วโลกจนกลายเป็นที่ยอมรับ ธงสีแดงผืนนี้ก็ทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปีเลย แต่เมื่อบ้านเมืองก้าวหน้าขึ้น รูปแบบของธงก็ถูกพัฒนาให้สง่างามและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นตามไปด้วย:
1. ยุคเติมสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ (รัชกาลที่ 1)
พอก้าวเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงอยากให้ธงของเรือหลวงดูแตกต่างและพิเศษกว่าเรือของชาวบ้านทั่วไป ท่านจึงมีพระราชดำริให้เพิ่มรูป "วงจักรสีขาว" ไว้ตรงกลางพื้นแดง ซึ่งรูปจักรนี้สื่อถึงพระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์นั่นเอง
2. ยุคช้างเผือกคู่บารมี (รัชกาลที่ 2 - รัชกาลที่ 5)
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงเพิ่มรูป "ช้างเผือก" เข้าไปไว้กลางวงจักร เพื่อแสดงถึงความรุ่งเรืองของบ้านเมือง จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีมุมมองที่เป็นสากลมากขึ้น ท่านทรงให้นำวงจักรออก เหลือเพียง "ช้างเผือกปล่อย" บนพื้นสีแดงล้วน เหตุผลก็น่ารักมาก คือเพื่อให้ชาวต่างชาติที่มองมาจากเรือไกลๆ เห็นได้ชัดทันทีว่า "นี่คือเรือจากสยามนะ" และจดจำเอกลักษณ์ของเราได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
3. สู่ธงไตรรงค์... สัญลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่ง (รัชกาลที่ 6)
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2459-2460 เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงทอดพระเนตรเห็นธงช้างเผือกถูกชักกลับด้าน (กลายเป็นช้างเอาเท้าชี้ฟ้า) ซึ่งดูไม่ดีนัก ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ท่านทรงอยากให้ธงไทยดูทันสมัยและมีความหมายที่รวมใจคนทั้งชาติเข้าด้วยกัน
ก้าวแรก: ทรงเริ่มจาก "ธงแดงขาว 5 ริ้ว" (เป็นแถบแดงสลับขาวขนานกัน) เพื่อแก้ปัญหาช้างกลับด้าน
ก้าวสำคัญ: ต่อมาทรงตัดสินใจเปลี่ยนแถบสีแดงตรงกลางเป็น "สีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระองค์ และยังเป็นสีที่สื่อถึง "พระมหากษัตริย์" อีกด้วย
ในที่สุดเราก็ได้ "ธงไตรรงค์" ที่มี 3 สี 5 แถบอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน:
สีแดง: หมายถึง ชาติ (และยังเป็นสีที่สืบทอดมาจากธงแดงของป้อมบางกอก)
สีขาว: หมายถึง ศาสนา
สีน้ำเงิน: หมายถึง พระมหากษัตริย์
แถบ "สีแดง" ที่อยู่ขอบบนและล่างสุดของธงชาติเราในทุกวันนี้ คือมรดกชิ้นสำคัญที่ย้ำเตือนถึงรากฐานที่เริ่มต้นมาจากความกล้าหาญและไหวพริบของออกพระศักดิ์สงคราม (ท่านเชอร์ลาบี) ณ ป้อมบางกอกในวันนั้นนั่นเอง
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. (2560). ประวัติธงชาติไทย. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
กรีฑา พรรธนะแพทย์, พลเรือตรี. (2549). ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กับ ธงราชนาวี. วารสารนาวิกศาสตร์, ปีที่ 89 (ฉบับที่ 11), หน้า 13-25.
ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์. (2545). ความสัมพันธ์ของมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
บันทึกไทย (Thailand Records). ธงชาติไทย: สัญลักษณ์แห่งเอกราชและการเริ่มต้นของธงแดง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.thailandrecords.com/records/ธงชาติไทย-สัญลักษณ์แห่ง/
โบราณนานมา. (2564). ต้นกำเนิดธงชาติไทย (ธงแดง) ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.blockdit.com/posts/602e5f742623d7408d5e99bf
พฤทธิพล ประชุมผล. พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย (Thai National Flag Museum). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaiflag.org
ศิลปวัฒนธรรม. (2566). “ธงแดง” ธงชาติสยามครั้งแรกที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.silpa-mag.com
ศิลปวัฒนธรรม. (2567). ทำไม “ป้อมวิไชยประสิทธิ์” เป็นสถานที่ชัก “ธงแดง” เป็นธงชาติสยามครั้งแรก?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_153979
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน). คลังข้อมูลโบราณคดี: ป้อมวิไชยประสิทธิ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://archaeology.sac.or.th/archaeology/757
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2551). กรุงเทพฯ มาจากไหน?. กรุงเทพฯ: มติชน.
สุมิตร เหมมนัส. (2520). ประวัติธงชาติไทย. กรุงเทพฯ: กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร.
ออกพระศักดิ์สงคราม (ฟอร์บัง). (2545). จดหมายเหตุฟอร์บัง (Memoires du Chevalier de Forbin). แปลโดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย. กรุงเทพฯ: สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
รวบรวมและเรียบเรียงโดย Roi-Wela



